วันจันทร์ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ในคืนที่ดาวเต็มท้องฟ้า แต่ใจฉันยังคงว่างเปล่า Starry Starry night

                                                            Starry Starry night
                                                    
                                                        


              "ในคืนที่ดาวเต็มท้องฟ้า แต่ใจฉันยังคงว่างเปล่า" 

                                 (Taiwan,2011,Tom lin )




บทวิจารณ์ และ วิเคราะห์


ระเภท drama+coming of age+fantasy


"  ในวันที่ไม่มีใคร ในวันที่โลกคล้ายจะดูเป็นสีเทา ในวันที่เศร้าหมอง  เพียงแค่เรามองขึ้นไปบนท้องฟ้า ยังมีโลกอีกใบที่รอเราอยู่  "



บทความนี้เปิดเนื้อหาบางส่วนของภาพยนต์




Starry starry night หนังที่ถูกดัดแปลงมาจากนวนิยายขายดี  ต้องบอกว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนังไต้หวัน       ส่วนตัวยังไม่ได้อ่าน version หนังสือ  หนังเล่าเรื่องราวของชีวิตเด็กสาว เหมย เด็กสาวอายุ 13  ปี ที่มาจากครอบครัวศิลปิน  ตระกุล (ศิลปะ)

ซึ่งตอนเด็กเธออาศยอยู่บ้านบนภูเขาที่ชนบทกับปู่ของเธอ แต่ต่อมาเมื่ออายุ 13  ปีเธอจึงย้าย
มาอยู่กับพ่อและแม่ในเมือง และก็มาเรียนที่นี่   ซึ่งพ่อและแม่ของเธอนั้นจะทะเลาะกันบ่อยๆ ซึ่งครอบครัวเหมยนั้นดูเหมือนจะไม่อบอุ่น แบบที่เคยเป็น และทำให้กลายเป็นเด็กมีปัญหา ที่นี่ทำให้เธอได้รู้จักกับ   เจย์ เด็กหนุ่มที่ย้ายมาเรียนที่นี่ และเป็นนักเรียนใหม่  ซึ่งทราบต่อมาว่าเจย์ก็เป็นเด็กมีปัญหาทางครอบครัวเหมือนๆกับเธอ       

ทั้งสองจึงออกผจญภัยไปด้วยกัน ในค่ำคืนที่ดาวเต็มท้องฟ้า




หนังเรื่องนี้ ทำให้ผมรู้สึกว่ากำลังหลุดเข้าไปในโลกของนิยาย  ฉาก แฟนตาซีต่างๆ คือจุดเด่นของหนังเรื่องนี้     ทำออกมาได้สวยงามและน่ารัก เหมาะที่จะเป็นหนังที่ดูเพลินๆ แบบไม่ต้องคิดไรมาก   


  

ตัวละคร เหมย เกิดการเรียนรู้ว่าโลกนั้นบางครั้งไม่ได้โหดร้ายเสมอไป เพียงแค่เรามองให้รอบด้านบางครั้งโลกก็ยังมีด้านที่สวยงามของมันอยู่  ชีวิตนั้นต้องเดินต่อไปข้างหน้า สิ่งที่เข้ามาในชีวิตเธอคือปัญหา แล้วเธอก้ต้องเรียนรู้มัน และผ่านมันไปให้ได้    เป็นการก้าวข้ามวัยของเด็กสาวด้วย  

คะแนน B+    
















วันพุธที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ความตายยังคงเรียกหา กับฤดูร้อนของเด็กกลุ่มหนึ่ง Last summer


                                                                   Last summer 
  

(Thailand,2013,ษรัญญู จิราลักษณ์)



บทวิจารณ์ และ วิเคราะห์


ฤดูร้อนคงเป็นวัดหยุดพักผ่อนที่ดี ของใครหลายคน  แต่สำหรับเด็กกลุ่มนี้แล้วคงเป็นฤดูร้อนที่ยากจะจดจำ   


บทความนี้สปอย์เนื้อหาพอสมควร 

Last summer   หรือชื่อภาษาไทยว่า ฤดูร้อน ฉันนั้นอยากตาย  หนังเรื่่องแรกของค่ายหนังน้องใหม่      "Talent one"    และก็ถือเป็นก้าวแรกที่น่าประทับใจ   ในเรื่องรายได้อาจจะไม่เท่าไหร่  แต่หนังผีเรื่องนี้มันก็ชนะใจผมไปพอสมควร     ก่อนที่จะดูหนังเรื่องนี้ นั้น  ผมก็แอบหวั่นๆว่า หนังจะไม่ดี ไม่สนุก  เนื่องจาก เพื่อนๆ น้องๆ ที่ไปดูมาบบอกว่าไม่สนุก ไร้สาระบ้าง    หรือบางกระทู้ใน pantip ก็บอก เฉยๆ และก็เอาไปเปรีบยเทียบกับหนังผีเรื่องอื่นๆ ของไทย   แต่สำหรับผมแล้วของแบบนี้ต้องลองดูกับตาเราก่อน  ถึงจะตัดสินได้ แล้วทันทีที่ได้ดูจบ บอกเลยว่าผมคงมีความคิดเห็นขัดแย้งกับ คนที่บอกว่าหนังไม่ดี ไม่สนุก   ผมกลับชอบ และชอบเอามากๆ     

หนังเล่าถึงเรื่องราวของ วัยรุ่นกลุ่มหนึ่ง  4  คน  ไปเที่ยวทะเลในช่วงฤดูร้อน      แล้วมีคนหนึ่งในกลุ่ม   จอย  สาวสาวที่เป็นดาราดาวรุ่ง         โพสใน facebook ของ  สิงห์ (เก้า จิรายุ)  ว่า  " อยากตาย "  เบื่อชีวิต     จากนั้นทั้งหมดจึงนัดกันไปเที่ยว     สิงห์ นั้น เป็นแฟน กับ จอย     ส่วนอีกสองคน  คือ  มีน (ปันปัน)     และ     เพื่อนของสิงห์อีกคน       และแล้วก็มีอุบัติเหตุทำให้ จอย  ตาย   ด้วยจากเป็นโรคหอบแล้วก็ชัก   ทั้งหมดจึงเอาศพของจอยไปทิ้งที่ทะเล   แล้วเรื่องราวหลอนๆ ก็ตามมา                                                                       

สิ่งที่หนังทำได้ดีเอามากๆคงเป็นการลำดับเรื่องราว ที่หนังไม่จำเป็นต้องมีความต่อเนื่องกันแบบ 1 2 3  จบ   แต่เล่าเรื่องราวแบบ ค่อยๆ คลี่คลายปมทีละเล็กจนเหมือนเฉลยให้เห็นถึง  สาเหตุของเรื่องราวทั้งหมด   อาจจะยกเอาเรื่องราวการตายของ ตัวละคร  มาก่อน จากนั้นก็ค่อยไปถึงสาเหตุใหญ่ๆ     ซึ่งผมคืดว่านี่แหละคือเสน่ห์ของหนังผีในรูปแบบใหม่   


จอย ตัวละคร ที่ผมคิดว่า   เป็น   จุดศนย์กลางของเรื่องราวทั้งหมด         


ถ้าสังเกตุดีๆ หนังเรื่องนี้ จะแบ่งออกเป็น 3 part ใหญ่ๆ โดยที่หนังไม่มีความจำเป็นต้องแบ่งให้มา  แต่ต้องการให้คนดูแบ่งเหตุการณ์ 3  ช่วงใหญ่ๆ โดยทั้งหมดมันมีความเชื่อมโยงกับ ตัวละคร  จอย  และ คนอื่นๆในเรื่องราวทั้งหมด   ช่วงแรกพูดถึง การไปเที่ยวทะเลของเด็กวัยรุ่น   และการตายอันน่าสยดสยองของจอย   และการปล่อยทิ้งเรื่องราวโดยให้คนดูอ้าปากค้างว่า  " ทำไมจอยถึงหนีออกมา และเบื่อชีวิต อยากตาย"  ช่วงที่สอง  พูดถึงความสัมพันธ์ของ  จอย  กับ  มีน  เพื่อสาวสองคนที่มีความผูกพันธ์กันมากแต่ลึกๆ มีการอิจฉาแอบแฝงอยู่ของ ตัวละคร  มีน  ที่เดินตาม จอยมาตลอด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความเด่นดัง และความสวย     ซึ่งผมมองว่าความอิจฉามันเป็น เรื่องธรรมชาติที่ติดตัวมนุษย์ของเรามาซึึ่งก็ไม่น่าแปลกใจอะไร   และ ช่วงสุดท้าย   ผมมองว่า  เป็นสาเหตุใหญ่ของเรื่องราวทั้งหมด  หนังได้พูดถึงปัญหาการเลี้ยงดูขงอครอบคัวจอย  การเลี้ยงดูแบบคนเป็นแม่กดดันลูกเกินไป และต้องการให้ลูกเป็นที่หนึ่งตลอดไม่ว่าเรื่องใด   โดยลึกๆ ไม่คำนึงถึงจิตใจลูก   รวมไปถึงการเลี้ยงดูแบบรักลำเอียง  แม่ไปสนใจลูกสาว คนเป็นพี่ มากกว่า ลูกชายคนเล็ก อีกคน      ทำให้ลูกชายคนเล็ก (ติ่ง)  เกิดความน้อยใจ และ อิจฉา จำทำให้ปัญหาทั้งหมดตามมา          ถ้าใครดูท้ายๆเรื่องจะเข้าใจเลยว่า ทำไมจอยถึง  อยากตาย   ทั้ง 3 part มันทีความเกี่ยวข้องกับจอยหมด   แฟน   เพื่อน  ครอบครัว  ผมถึงบอกว่า จอยคือ จุดศูนย์กลางของเรื่องราวทั้งหมด


นอกจากความน่ากลัว ความหลอนของหนังผี ที่คนดูจะได้รับแล้ว  ผมมองว่า  หนังสะท้อนปัญห าครอบครัวการเลี้ยงดูได้อย่างดีเยี่ยม        ว่าใครกันแน่ที่ทำให้เรื่องราวทั้งหมดมันเป็นแบบนี้   แม้กระทั่ง ความคึกคะนองของวัยรุ่น วัยที่ผมคิดว่าลองผิดลองถูก ทำไปเพราะไม่ได้ใส่ใจอะไร  พอมีปัญหาหรือเรื่องราวร้ายๆตามมา กับทำอะไรไม่ถูก เลยหาทางออกแบบผิดๆ  

สิ่งที่จะไม่พูดถึงไม่ได้ของหนังเรื่องนี้นั้น คงเป็นเรื่อง ของฉาก มุมกล้อง แสงต่างๆ ทำออกมาได้สวยงดงามจริงๆ  ซึ่งผมก็แปลกใจนิดนึงว่า  มันมีหนังผีไทยไม่กี่เรื่องที่ฉาก และมุมกล้องจะถ่ายออกมาได้สวยแบบนี้       ซึ่ง last summer ก็แสดงให้เห็นแล้ว


ความน่ากลัวของหนังเรื่องนี้  อาจจะดู ดร็อบลงไปนิดนึง  เนื่องจากผมคิดว่า มันไม่น่ากลัวและตกใจเท่าที่ควร   ถ้าหนังทำออกมาได้หลอนและสยองก็ว่านี้คงจะ เพอเฟ็กต์กว่านี้อีก อาจเป็นเพราะว่าความเป็นหนังผีที่ ผู้กำกับคงยัดความdrama ออกมา  เยอะมากกว่าจะให้ดูมันเป็นหนังผีจ๋า     แต่จะว่าไปนี่คือก้าวแรกของ ค่ายหนังน้องใหม่ และผมก็มองว่า มันคือก้าวแรกที่ไม่ธรรมดา        องค์ประกอบโดยรวมถือว่าเป็นหนังผีวัยรุ่นที่น่าดูอีกเรื่อง    

                                                                                       
คะแนน  B+
    

วันพฤหัสบดีที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2556

การเดินทางของโนริโกะจากชีวิตจริง ไปสู่โลกของละคร Noriko dinner table

                                                     Noriko Dinner table 




(Japan,2006,Sion sono)



บทวิจารณ์ และ วิเคราะห์ 


                                   การเดินทางของโนริโกะ

ฉันกำลังพาตัวฉันออกไปจากโลกแห่งนี้ โลกความเป็นจริงที่แสนจะน่าเบื่อ ฉันกำลังเข้าไปสู่โลกที่ฉันสร้างขึ้นเอง  เล่นเอง และฉันก็เลือกมัน   


บทความนี้ไม่สปอย์ตอนจบและเนื้อหาของภาพยนต์สามารถอ่านได้

ไม่ได้ดูหนังที่เท่ๆแบบนี้มานานแล้วครับ  ซึ่งเป็นหนังที่ผมได้ดูต่อจากเรื่อง  suicide club ของผู้กำกับคนเดียวกัน นั่นก็คือ sion sono ที่เล่าเหตุการณ์และเรื่องราวสะท้อนความโหดร้าย รุนแรงของตัวละคร  เสียดสีสังคมได้อย่างเจ็บแสบจริงๆ  หลายคนบอก Noriko dinner table คือหนังภาคต่อจาก suicide club  ผมมองว่ามันมีความเกี่ยวข้องกันอยู่บางส่วน แต่มันไม่ใช่ทั้งหมด   หนังพาให้เราไปเห็นเหตุการณ์ในฉากๆหนึ่งของเรื่อง suicide club  ที่มันปรากฏอยู่ในหนังเรื่องนี้  

เนื้อเรื่องเกี่ยวกับ  เด็กสาวที่ชื่อ โนริโกะ อายุ 17 ปี หนีออกจากบ้านไปด้วยเหตุผลว่า เธอเบื่อบ้านนอก เบื่อสิ่งแวดล้อมเดิมๆ อยากไปเผชิญชีวิตในแบบใหม่ ชีวิตในเมืองหลวงอย่าง โตเกียว  ซึ่งสิ่งนั้นก็พาให้เธอเข้าไปสู๋โลกของบทละคร  


หนังพาเราไปพบฉากแรก ที่มีสาวแว่น โนริโกะ ยืนปรากฏตรงหน้าสถานีรถไฟ  กำลังเดินทางมุ่งหน้าไปโตเกียว ท่ามกลางผู้คนมากมายที่ เธอไม่รู้จักใครซักคน  ซึ่งเธอได้เข้าไปยังเว์ปไซต์นึง เว็ปไซต์นี้ทำให้เธอได้รู้จักกับ ผู้หยิงแปลกหน้าที่ใช้ชื่อนามแฝงว่า  ยูเอโอะ 54 station  ซึ่งทราบต่อมาก็คือ   คุมิโกะ สาสวยที่ทำอาชีพที่แสนจะแปลกประหลาด คือ การรับจ้างเป็นครอบครัวเสมือนจริงให้ผู้คนทั่วไปที่แปลกแยก  ต้องการต้องคนมาดูแล  เพื่อทำให้ผู้คนได้คลายความเหงาขั่วขณะ   ซึ่งผมก็เพิ่งรู้ว่ามันมีอาชีพนี้จริงๆอยู่ด้วยบนโลกใบนี้     ซึ่ง โนริโกะ ก็เปลี่ยนชื่อตามนามแฝงที่เธอใช้ติดต่อกับ คุมิโกะ ว่า  มิสุโกะ

จากนั้นเธอก็เดินทางสู่โลกละครที่ยากจะออกได้

                                            ภาวะหลีกหนี  ตัวเอง ของ Noriko


ทำไม โนริโกะถึงต้องการเปลี่ยนชื่อตัวเอง ว่า  มิสุโกะ ทำไมเธอต้องการหนีออกจากบ้านเพื่อไปที่ให
ม่  ทำไมเธอต้องไปทำงานกับ คุมิโกะ ในอาชีพรับจ้างเป็นครอบครัวหลอกๆ ให้ผู้คน ทำไมเธอไม่อยู่ที่บ้านแล้วใช้ชีวิตกับครอบครัวให้มีความสุข     ทำไมมันถึงเป็นเช่นนั้น   เพื่อที่เธอต้องการจะหลีกหนีตัวเอง  หลีกหนีโลกของความเป็นตริงที่แสนจะน่าเบื่อ โดยสร้างโลกใหม่ของเธอขึ้นมาเอง ว่า ฉันคือ มิสุโกะ  เปลี่ยนแปลงตัวเอง ทุกอย่างตอนแรกใส่แว่น ตอนหลังไม่ใส่  แต่งตัวให้เปรี้ยวขึ้น    ก็เหมือนกับการที่เธอดึงสายเชือกที่อยู่บนเสื้อคลุมของเธอออก เป็นการยืนยันว่า ฉันทิ้งตัวตนเก่าแล้วนะ  เพราะเส้นด้ายที่ติดอยู่กับเสื้อคลุม ก็เปรียบเหมือนสิ่งที่ติดตัวเธอมาแต่กำเนิด เมื่อเธอดึงออกไปแล้ว ก็เหมือนกับเธอตัดขาดจากตัวตนเดิม แล้วยอมไปสู่ตัวตนใหม่    

                              ที่มาของชื่อ  ยูเอโอะ สถานี 54 ( นามแฝงของ คุมิโกะ )

นั้นมันมาจาก ฉากในหนังเรื่อง suicide club ที่มีเด็กผู้หญิงจำนวน 54  คน ฆ่าตัวตายโดยการเรียงหน้าเข้าแถวกระโดดให้รถไฟทับพร้อมกัน ที่ สถานีรถไฟ      


                                           สถาบันครอบครัวที่ขาดการเชื่อมต่อ  

หนังยังแสดงให้เห็นถึงครอบครัวที่ล้มเหลวของ ครอบครัว โนริโกะ  ผมว่า คนเป็นพ่อนั้นบางครั้งอาจมีอะไรที่ไม่เข้าใจกับลูก หรือมีอะไรที่บกพร่องไป   เพียงแต่หนังนั้นไม่ได้ปูเรื่องราวของปัญหาแต่อย่างใด เป็นสิ่งที่ผมคิดว่ามันต้องมีเส้นใยบางๆไรที่หลุดออกจากครอบครัวนี้อยู่บ้าง บวก กับ ภาวะการค้นหาตัวตนของ โนริโกะด้วยที่ทำให้เธอหนีออกจากบ้านไป    ซึ่งคนในครอบครัวนี่แหละผมว่า มันต้องเชื่อมต่ออยู่ตลอด ไม่ควรที่จะหยุดหรือ ขาดหายไป เราจะได้ยินประโยคในหนังที่พูดอยู่บ่อยๆ ว่า   " คุณได้เชื่อต่อคนในครอบครัวหรือเปล่า  คุณได้เชื่อต่อตัวคุณเองหรือเปล่า  "  

สิ่งที่ผมชอบในหนังตลอดทั้ง สองชั่วโมงครึ่งคือหนังนั้น เล่นอยู่กับประเด็นสถาบันครอบครัว  แล้วก็ หนังพาให้ผู้คนลุ้นตลอดว่าจุดจบการเดินทางของ ตัวละคร โนริโกะ จะไปจบที่ตรงไหน   หนังเรื่องนี้นั้นไม่ได้ใส่ความรุนแรงในฉากเท่าไหร่นัก เพียงแต่มันออกมาในจิตใจของตัวละคร คนเป้นพ่อ ว่าเสียใจ และ ปวดร้าวขนาดไหนในวันที่ลูกสาวหนีออกไป      ฉากที่กระทบกระเทือนใจผมมากที่สุดคงเป็นฉากที่ โนริโกะนั้นเล่นละครสมมุติ เพื่อหลอกตัวเอง  ว่า พ่อเค้าคือ คนแปลกหน้า  ฉากนั้นทำให้ผมแอบหมั่นไส้ตัวละคร  โนริโกะอยู่พอสมควร      

สิ่งที่ผมอยากจะบอกก็คือ   " อย่าให้โลกสมมุติมามีบทบาทกับโลกความเป็นจริงของเรา "

     
คะแนน  A




  


  

วันจันทร์ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2556

ตีแผ่ด้านมืดของสังคมวัยรุ่นญี่ปุ่น Suicide club

                                         Suicide club 





" มุมมืดของวัยรุ่นญี่ปุ่น  กับ ลัทธิการฆ่าตัวตายหมู่ ! "

(Japan,2000,Sion sono )





บทวิจารณ์ และ วิเคราะห์


บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของภาพยนต์ 


วันนี้ blog  มาค่อนข้างจะแปลกตาซักหน่อยสำหรับหนังที่ผมอยากจะแนะนำ เนื่องจากไม่ได้เขียนถึงหนังโหดมานานมากแล้วปกติ ก็ไม่เท่าไหร่กับหนังแนวนี้   แต่เรื่องนี้มันอดไม่ไหวจริงๆก็เลยอยากจะเขียนถึง  เป็นงานของ Sion Sono   ผู้กำกับที่ได้ขึ้นชื่อว่า  ถนัดการทำหนังประเภทสะท้อนด้านมืดของสังคม แปดเปื้อนไปด้วยความเลวร้าย และฉากรุนแรงของตัวละคร    กับหนังเรื่องนี้                  สุดโหด แบบโหดเลือดสาด ก็ว่าได้กับ  มีชื่อเรื่องว่า  Suicide club  หรือเรียกอีกชื่อว่า  Suicide circle  เอาง่ายๆแล้วแต่คนจะเรียกมันก็เรื่องเดียวกัน  

   
Suicide club ว่าด้วยเรื่องราวด้านมืดความบิดเบี้ยวของสังคมวัยรุ่นกับการฆ่าตัวตายหมู่   ดูเหมือนว่าจะทำเป็นลัทธิ และ แฟชั่นซะด้วย  โอ้    ทำไปเพื่ออะไร หลายคนอาจสงสัย    หนังไม่มีการปูพรมเรื่องราวปัญหาต่างๆ มาก่อนว่าทำไม วัยรุ่นและผู้คนถึงฆ่าตัวตายกันจำนวนมาก และเป็นเพราะอะไร  

หนังเปิดเรื่องก็แทบจะปิดตาดูกันเลยทีเดียว  กับฉากแรกของภาพยนต์ที่ผมว่ามันเป็นฉากที่น่ากลัวและสยองขวัญ ถึงขั้นจดจำและติดตามถึงทุกวันนี้   นั่นคือ ฉากที่เด็กนักเรียนหญิงจำนวน 50 กว่าคนไปที่สถานีรถไป เพื่อกระทำบางอย่าง   ก่อนที่พวกเธอจะเรียงหน้ากระดานและจับมือประสานกันเป็นหนึ่งเดียว แล้วก็ร้องเพลง นับ ถอยหลังก่อนที่จะกระโดดให้รถไฟชนตายกันชนิดเลือดสาด   เต็มสถานี หน้าตาเฉย ท่ามกลางความมึนงงและสยดสยอง ของ ผู้คนที่อยู่ในละแวกนั้น               โอ้พระเจ้า ทำไมมันโหดเช่นนี้  ฉากนั้นผมถึงกับงงและอ้าปากค้างว่า ทำไปเพื่ออะไรวะ    ดูอยู่ก็คลิกเมาท์แบบมือไม้อ่อนแทบหมดแรงเพราะความเสียว   และไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ผมเห็นในภาพยนต์   นั่นแค่น้ำจิ้มเท่านั้นในหนังตลอด 1 ชั่วโมงครึ่ง  แต่หนังยังเต็มไปด้วยความรุนแรง และสยดสยองอีกหลายฉาก นับไม่ถ้วน  และ มาชนิดแบบคาดไม่ถึงทุกฉาก จู่ๆก็จะโผล่มาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยเรียกว่า เผลอแพบเห็นเลือดสาดจออีกแล้ว   เอาว่าอยากให้ไปดูกันมากกว่านี้      


ประเด็นหลักของหนังผมมองไปที่หนังต้องการจะสื่อให้เห็นด้านมืดของสังคมวัยรุ่นญี่ปุ่นยุค 2000   ในยุคที่เต็มไปด้วย เทคโนยี  สิ่งใหม่ๆ social network  internet   แฟชั่น  ดนตรี pop  ดารา  สิ่งเหล่านี้นั้นล้วนครอบงำผู้คนให้หลงและเป็นทาสแบบโงหัวไม่ขั้น ถึงขนาดที่ต้องฆ่าตัวตายตาม  ดาราที่ตัวเองรักและชื่นชอบ เนื่องจากเห็นว่าการฆ่าตัวตายเป็นกระแสแฟชั่นของชาวญี่ปุ่น    จึงทำตามคิดว่าเท่แต่เปล่าเลย  ชวิตทั้งชีวิตคุณเสียไปเพราะต้องการแค่ที่จะถูกเรียกว่า  พวกลัทธิ  suicide club 

หนังยังสร้างตัวละครตัวหนึ่งขึ้นมาเพื่อหลวกหลวงคนดู คือ ชายผมทองผู้แอบอ้างว่าเป็นเจ้าของเว็บไซต์ sucide club  เว็บไซต์รวมพลคนอยากตาย    ด้วยเหตุผลเพราะอยากดัง     สุดท้ายก็ถูกจับไป
ผมมองอีกว่า  ตัวละครตัวนี้ไม่หน้าที่จะสร้างมันขึ้นมา และก็ไม่จำเป็นกับเรื่องราวของหนังเท่าไหร่  คือ ไม่มีก็ยังได้   จึงทำให้เป็นจุดเสียของหนังเรื่องนี้นิดนึง     แถมยังเพิ่มความงงให้กับคนดูซะเปล่าๆ      ไม่นั้นหนังจะ perfect มากกว่านี้อีก   แต่แค่นี้ก็เพอเฟกต์และ              


วงดนตรี dessert  ที่มาของเรื่องราวทั้งหมด


ในเรื่องเราจะเห็นว่ามีวง girl group ที่ชื่อว่า dessert ที่แปลว่า ของหวาน   ร้องเพลง pop ใสๆ คิกขุอาโนเนะน่ารัก ซึ่งขัดแย้งกับเรื่องราวความโหดร้ายของหนัง    ที่ โซโนะตั้งใจให้ออกมาในรูปแบบความขัดแย้ง ขัดแย้งยังไง   เหล่าตัวละครนักเรียนหญิงใสๆ ดูภายนอกแล้วบอบบาง อ่อนหวานเหมือนขนมหวาน เหมือนชื่อของวงดนตรี pop ที่ฮิตกันในหมู่วัยรุ่น   แต่ใครจะไปคิดว่าเบื้องลึกพวกเธอกับกล้ากระทำการฆ่าตัวตายอันหน้าสยอดสยองและโหดเหี้ยม  ซึ่งขัดกับลุคเป็นอย่างมาก    ซึ่งผมมองว่าถ้าใช้วง rock นั้น จะธรรมดาและเดาทางง่ายไปหน่อย   ความขัดแย้งนี่แหละที่ผมมองว่ามันคือเสน่ห์อย่างนึงในหนังเรื่องนี้               อีกทั้งวง dessert ยังหมายถึง  ความเป็น pop idol ที่วัยรุ่นในเรื่อง  ชืนชอบ หลงใหล และนับถือ  

การที่คนดูหนังเรื่องนี้บางคนก็พูดว่าหนังอะไรวะ  น่ากลัวแต่ฉาก  แต่ไร้สาระ มีแต่เรื่องฆ่าตัวตาย ไม่เห็นสร้างสรรค์อะไรเลย       ผมอยากจะบอกว่า  นั้นเป็นแค่เปลือกที่คุณเห็น  และคุณก็พลาดหนังดีๆเหล่านี้ไป      ถ้ามองให้ลึกแล้วหนังหยิบเอาประเด็นใกล้ตัวของมนุษย์เราที่หลายคนอาจมองข้าม  ปัญหาการฆ่าตัวตายที่หลายคนสงสัย ความบิดเบี้ยวของสังคมมนุษย์ทุกวัน  โดยเฉพาะที่ประเทศญี่ปุ่น  ผมมองว่าคนญี่ปุ่นมีอะไรแปลกๆ และรุนแรงแบบชนิดเราคาดไม่ถึง ผมมองว่ามันน่าสนใจดี และ โซโนะก็ทำออกมาในชนิดที่เรียกว่า ดีจนน่าแปลกใจ  


จึงไม่แปลกใจเลยที่หนัง เรื่องนี้ได้รับรางวัลมากมายจากเทศกาลหนังนานาชาติ    และเป็นหนึ่งเรื่องหนังโหดๆที่ไม่ควรจะพลาดด้วยประการทั้งปวง 


       ปล. คำเตือนหนังเรื่องนี้ไม่เหมาะแก่ผู้คนจิตอ่อนและกลัวเลือดไม่นั้นอย่าหาว่าผมไม่เตือน     แค่ถ้าใครชอบความโหดเหี้ยม เลือดสาดผมของแนะนำให้ไปหามาดู                                                                                                                                                             
                                                  
คะแนน  A                                                                                        
                                                       
                                                                                                                        

วันพุธที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2556

จิตใต้สำนึก " รึทั้งหมดเป็นแค่ฝันไป " พลอย

                                                                     พลอย 
                                                


                                                   
                                     (Thailand,2007, เป็นเอก รัตนเรือง )

จิตใต้สำนึก  " รึทั้งหมดเป็นแค่ฝันไป "




บทวิจารณ์ และ วิเคราะห์

บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาส่วนสำคัญของภาพยนต์ 

พลอย  อีกหนึ่งผลงานของ เป็นเอก รัตนเรือง งานลำดับที่ 6    ที่ยังคงสไตล์หนัง art อยู่ มาคราวนี้  

เลือกที่จะเล่าเรื่องราว ของ  สามี ภรรยาคู่หนึ่ง  กับ ความรักที่มาถึงจุดอิ่มตัว  ความรักที่รอวันหมดอายุ เนื่องจากอยูด้วยกันมา 7 ปี  จึงเกิดคำถามตามมาว่า  ความรักพอนานไปมันมีวันหมดอายุด้วยเหรอ คงไม่ต่างอะไรกับ " อาหารกระป๋องที่มีวันบอกหมดอายุ       แต่ความรักไม่มีวันบอก ต้องลุ้นกันเอาเอง"   คือหนึ่งประโยคที่หลุดจากปากของตัวละคร  วิทย์ ( สามี)   ตัวละครอีกตัวคือ เด็กสาวที่ ชื่อ พลอย  เด็กสาวผมฟู เซอร์ สภาพที่เลื่อนลอย  มารอแม่อยู่ตรงร้านบาเทนเดอร์ ข้างล่างคอนโด ของ วิทย์ และ แดง             แดง  ภรรยา ผู้สงสัยในพฤติกรรมของสามี   และมักจะตั้งคำถามในหัวตลอดเวลาว่า   ความรักที่ได้รับมันน้อยลงจริงหรือเปล่า  จนกลายเป็นความหวาดระแวงต่างๆ   จนเก็บไปฝันต่างๆนาๆ                                                                                                                   

การพบกันโดยบังเอิญของเด็กสาว พลอย   และ วิทย์     

การพบกันของตัวละครสองคนนี้ นำไปสู่เรื่องราวทั้งหมด ซึ่งยากที่จะบอกทั้งหมดมันมาจากเรื่องจริงหรือแค่ความฝัน   หรือเป็นความจริงกึ่งฝัน  ผมว่าน่าจะอย่างหลังซะมากกว่า คงไม่ใช่ความฝันซะทีเดียวเลย                 


เด็กสาว คุย กับชายแปลกหน้า   เธอขอบุหรี่ และ ดูด  เธอเอาเพลงให้เขาฟัง    การกระทำของตัวละคร เด็กสาว พลอย  แสดงออกให้เห็นภาวะที่ ตัวละครกำลังเจริญเติบโตในแบบวัยรุ่น วัยอยากรู้อยากเห็น  วัยลองผิดลองถูก    
ซึ่งเด็กสาวนั้นบางครั้งก็เป็นไปได้  อาจเป็นแต่จินตนาการของ แดง  ที่สร้างตัวละครตัวนี้ขึ้นมาในรูปแบบความฝัน   ความกังวลต่างๆ ที่กลัวว่าสามีจะมีผู้หญิงอื่น      ทำให้จิตใต้สำนึกของแดงนั้นระเบิดออกมาในรูปแบบความฝัน กึ่งหลับกึ่งตื่น  จริงบ้างฝันบ้าง     

ความฝันในสภาวะที่  เด็กสาว พลอย เห็น    ตัวละคร  บาร์เทนเดอร์หนุ่ม (อนันดา)  กับ  แม่บ้านโรงแรม   มีเซ็กซ์กัน ตลอดทั้งเรื่อง  เป็นจิตใต้สำนึกของ เด็กสาวพลอย ที่อยากจะเรียนรู้ความรักในรูปแบบวัยุร่น  เร่าร้อน  สภาวะโหยหา  ซึ่ง ตัวละครสองคน นี้ ไปขัดแย้ง และ ไปเปรียบเทียบ กับ ความรักของคู่ สามี และ ภรรยา ที่อยู่ในช่วงหมดโปร ไม่มีเซ็กต์มานาน ไม่โหยหายต่อกัน    อีกทั้งตัวละคร เด็กสาวพลอย นอกจากจะมาทำให้ช่องว่างความสัมพันธ์ ของ สามี ภรรยา       ห่างกัน  แต่ลึกๆ  เด็กสาวก็ได้ทำให้  สามี  รู้ว่า แท้จริงความรักอยู่นานไปมันก็ไม่จำเป็นต้องหมดอายุ เสมอไป   แต่ก็เกิดคำถามตามมาอีกว่า   มันจำเหรอเป็นที่จะต้อง มีเซ็กต์ด้วยกันตลอดเวลา     อาจไม่ต้องแต่ไงก็ของให้รักและเข้าใจ
กันไว้ก็พอ 
          

เรื่องราวที่  แดง  ภรรยา ถูกหนุ่มแปลกหน้าอีกคน  ชวนไปบ้าน  แล้วถูกข่มขืน เป็นความฝันในสภาวะ ที่ สามีกังวลว่า ภรรยาจะหายไป  และเก็บไปฝัน ต่างๆนาๆ    จนถึงขั้นร้องไห้ในอ่างอาบน้ำ             ก่อนที่สุดท้ายแล้วเขาทั้งคู่ก็ยังรักและอยู่ด้วยกันเหมือนเดิม                                                                                                   
ตัวละครทั้งสามมันอยู่ในสภาวะ ที่จิตใต้สำนึกแต่ละคน  เกิดขึ้นทั้งหมด        แต่ออกในจากสาเหตุที่ต่างกัน   ภรรยา ระแวง น้อยใจ      สามี  ลึกๆ เป็นห่วง      เด็กสาว   อยากรู้อยากเห็นในสภาวะเซ็กต์แบบวัยรุ่น  เร่าร้อน            


เบอร์โทรศัพท์ปริศนาของ ผู้หญิงที่ชื่อ น้อย  

สิ่งหนึ่งในหนังเราจะเห็นตอนต้นเรื่อง ที่ แดง ภรรยา  ค้นกระเป๋าแล้วเจอเบอร์โทรศัพท์ของหญิงสาวน้อย นั้นก็เป็นไปได้ว่า เกิดจาก จิตใต้สำนึกความหวาดระแวงของภรรยาที่กลัวสามีไปมีผู้หญิงอื่น    เราจะรู้เลยว่า จะมีฉากตนอที่ มีผู้หญิงน้อยมาเคาะประตูถามถึง วิทย์ สามี  แล้ว แดงไป เปิดประตู บอกรอซักครู ก่อนที่  ผู้หญิงคนนั้นจะหายไป เป็นการบอกว่าผู้หญิงชื่อน้อยอาจไม่มีอยู่จริง  ในโลกความเป็นจริง   เพียงแค่มาจากจิตใต้สำนึก      



การหายไปของเด็กสาว พลอย  นำไปสู่คำถามของใครหลายคนที่ดูเรื่องนี้รวมทั้งผม    
เป็นไปได้สองอย่างว่า   

อย่างแรก        สภาวะจิตใต้สำนึกของ แดง ภรรยา หมดไป  เด็กสาวก็หายไปด้วย คล้ายกับการบอกว่า เด็กสาวพลอย ไม่มีอยู่จริงใน โลกความเป็นจริง มันแค่จินตนาการความกังวลที่ แดงสร้างขึ้นมา         

อีกอย่าง        เด็กสาวพลอย  มีอยู่จริง  แต่เธอมารอแม่จนได้เวลาแล้วก็เดินออกไป  โดยไม่บอกไม่กล่าว 
ซึ่งผมก็เชื่่ออย่างหลังมากกว่า        แต่สไตล์หนังของ เป็นเอก นั้นจับทางยากและเหนือการคาดเดาซึ่งอาจจะให้คนดูไปตีความเองอีกที หนึ่ง  ว่าคุณเชื่ออย่างไหนมากกว่ากัน                                                                                                        

สิ่งที่ชอบคือการวางโครงเรื่องเป็นการทับซ้อนเหตุการณ์ ของตัวละครสามคน     โดยผมว่ามันเป็นเล่าเหตุการณ์แค่คืนๆเดียว 

ฉากต่างๆ มุมกล้อง ยังคงน่าสนใจ และดึงดูดผู้ชม  ถ้าใครดูหนังของพี่ เป็นเอก รับรองว่ามุมกล้องฉาก art ๆ ยังมีให้เห็นแน่ๆ       อย่างเช่นเรื่องนี้  ผมชอบ ฉากที่เด็กสาวพลอยนั่งอยู่ริมขอบหน้าต่างใหญ่     แล้วมองออกไป วิวตึกสูงๆ  ผมชอบฉากนั้นมาก  เวิ้งว้างดูพิลึก
  

"  พลอย นั้นอาจเป็นแค่  เด็กสาว  จินตนาการของจิตใต้สำนึกของ ภรรยา  ที่สร้างขึ้นมา หรื ออาจมีอยู่จริง ก็เป็นได้ "

คะแนน  B+




                                                                                        


วันอังคารที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2556

ห้วงอารมณ์ของความฟูมฟาย และ ภาวะหัวใจแตกสลาย Norwegian wood

                                     Norwegian wood
                                                
                                          
                                              

                                            
                               (Japan,2010,Tran Anh hung )




บทวิจารณ์ และ วิเคราะห์


ห้วงอารมณ์ของความฟูมฟาย  และ ภาวะหัวใจแตกสลาย"

บทความนี้พูดถึงส่วนสำคัญของภาพยนต์ 

ก่อนที่จะพูดถึงรายละเอียดของหนังผมขอพาไปรู้จักกับตัวละครหลักๆในเรื่องก่อน 


นาโอโกะ หญิงสาว ที่สับสน และถูกคนรักทิ้งไว้อยู่เบื้องหลังของความโดดเดี่ยว คนรักของเธอต้องมาตายจากไปอย่างไม่มีวันกลับ ซึ่งพาเธอดำดิ่งสู้ห้วงอารมณ์ความโศกเศร้าอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน  


วาตานาเบะ  ชายที่มอบความรักให้ไปด้วยหัวใจที่บริสุทธ์ซึ่งเขาไม่มีวันได้กลับมาจากเธอเลยแม้แต่น้อย  ซึ่งก็ฟูมฟายไม่แพ้กัน



กิซึกิ   ชายที่ทิ้งนาโอโกะไว้อยู่เบื้องหลังของความเจ็บปวด  และเขาก็ตายจากไปแบบไม่มีวันกลับ      เพื่อหลีกหนีอะไรบางอย่างในโลกใบนี้




มิโดริ    หญิงสาวที่เป็นด้านสว่างที่จะพา วาตานาเบะออกไปจากวงจรชีวิตที่สับสนเหล่านี้




นั่นคือตัวละครหลักๆทั้งสีในหนังเรื่อง  Norwegian wood  หนังญี่ปุ่นสุดแสนฟูมฟายเท่าที่ผมดูมา มันอาจไม่ไช่อารมณ์แบบฉากโหด หรือ ฉากรุนแรง อย่างเช่นหนัง Himizu หรือเรื่องอื่นๆ แต่ความฟูมฟายมันออกมาจากตัวละครในเรื่องนี้     หนังพูดถึงความรักในแบบ การพรัดพราก การตายจากของคนรัก  ทั้งสามเป็นเพื่อนสนิทกัน นาโอโกะ เป็นแฟนอยู่กับ กิสึกิ (เพื่อนพระเอก)  โดยมี วาตานาเบะ (พระเอก) เป็นเหมือนคนแอบชอบ นาโอโกะ(นางเอก) อยู่ฝ่ายเดียว แต่ทั้งสามเป็นเพื่อนรักกันจึงไปไหนมาไหนด้วยกัน  ผมขอเรียกว่า  วาตานาเบะก็เหมือนก้างขวางขอหน่อยๆครับ   แต่เวลาต่อมา กิสึกิ ก็ดันมาฆ่าตัวตายโดยการ เอาแก๊ซพิษฉีดรมตัวเองในรถยนต์   ผมก็ไม่รู้ว่าทำไปเพื่อส้นตีนอะไรวะ  งงอยู่มาก เอาเป็นว่า นางเอกฟูมฟายมากเมื่อรู้ว่าเขาตาย   วาตานาเบะก็ย้ายไปโตเกียว แล้วไปเจอกับ นาโอโกะ ในสภาพที่สับสนเป็นอย่างมาก  เธอกับเขามีอะไรกันในคืนวันเกิดของเธอเมื่ออายุครบ  20  ปี   ก่อนที่เวลาต่อมา วาตานาเบะจะพบกับ ผู้หญิงที่ชื่อว่า มิโดริ เป็นเหมือนด้านสว่างในชีวิตเขา แต่ในเมื่อเขายังติดอยู่ในวังวนความรักกับ นาโอโกะ เขาก็รู้สึกสับสน ก็ไม่ต่างไปกับ นาโอโกะที่ยังติดอยู่กับความรักในอดีตระหว่างเธอ กับ กึสึกิ  สุดท้ายแล้ว วาตานาเบะก็ต้องตัดสินใจ  





บอกไว้เลยว่ามันคือหนังที่ผมคิดว่าไม่ควรพลาดอีกเรื่อง  อย่างที่บอกหนังมันมีความโศกเศร้าและฟูมฟายอยู่ในระดับที่ผมว่าพีคอารมร์ของคนดูแทบจะระเบิดออกมาได้จริงๆ  หนังไม่ต้องใช้ฉากที่รุนแรง เพียงแต่ความฟุมฟายมันออกมาจากตัวละครทั้ง วาตานาเบะ และ นาโอโกะ  

ตัวละครหลักสองคนนี้ผมคิดว่า มันมีความฟุมฟายอยู่ในระดับมากพอสมควร ส่วนคนอื่นๆ ผมถือว่าเป็นองค์ประกอบเสริมในเรื่องเท่านั้น     



Norwegian wood  ผมมองอีกอย่างว่ามันเป็นหนังรักสามเศร้าแบบซับซ้อน  ซึ่งผมไม่ได้บอกว่ามันดูยากอะไรเข้าใจง่ายเสียด้วยซ้ำ ความซับซ้อนที่ว่าคือความสัมพันธ์ของตัวละครในเรื่องนี้    นาโอโกะ รัก กับ กิสึกิ แต่มีวาตานาเบะผู้ซึ่งรอเธออยู่ตลอดเวลา  พอ กิสึกิ ตายไป เราจะตัดตัวละครตัวนี้ออกไป เหลือแค่  วาตานาเบะ กับ นาโอโกะ สองคน  จากนั้นก็ิมีตัวละครตัวใหม่เข้ามา คือ มิโดริ ซึ่งก็ มีความสัมพันธ์กับ วาตานาเบะ   ในเวลาต่อมา หลายคนอาจคิดว่าทำไม วาตานาเบะ รัก นาโอโกะ แบบสุดหัวใจ แล้วจึงไปมีอะไรกับ มิโดริ ผมคิดว่าเขาก็สับสนอยู่ในสิ่งที่เขาทำ ฟังเหมือนดูมักง่าย แต่ลึกๆผมคิดว่า วาตานาเบะรู้อยู่แล้วว่า ต่อให้เธอกับเขามีอะไรกัน นาโอโกะก็ยังไม่เคยลืม กิสึกิ เลย  ยังพูดถึงบ่อยๆ ถึงแม้ว่า กิสึกิจะตายจากเธอไปแล้ว   เขาก็ไม่ผิดที่จะเปิดรับอะไรใหม่ๆ  แต่ลึกๆผมก็มองว่า วาตานะเบะ ก็เลือก นาโอโกะ และอยากที่จะใชัชีวิตร่วมกับเธอที่สุดเพียงคนเดียว  เพียงแค่สถานการณ์ความโศกเศร้าต่างๆพาให้ตัวละครทั้งสอง สับสน และยากที่จะออกจากวังวนที่เลวร้ายแบบนี้    


หนังยังพูดถึงเรื่องของ เซ็ก   ฉาก love scene วาบหวิวต่างๆ ทำออกมาและสวยงามจริงๆ
มุมกล้องต่างๆทำออกมาได้อย่างน่าทึ่ง  และดูเป็นธรรมชาติที่สุด         movement ของตัวละครค่อนข้างไปแบบเนิบช้า หรือบางครั้งก็มีแช่กล้องอยู่หลายฉาก    


เพราะฉะนั้นหนังเรื่องนี้ผมชอบความฟูมฟายของตัวละครมากๆ มันทำให้ผมรู้สึกอินไปกับหนังเรื่องนี้

โดยเฉพาะ ฉากที่ผมชอบที่สุดคงเป็น ฉากที่ วาตานาเบะ นั่งร้องไห้ตรงโขดหิน เมื่อรู้ว่า นาโอโกะฆ่าตัวตาย  แบบฟูมฟายสุดชีวิต แบบผมคิดว่ามันคือการร้องไห้ที่ผมคิดว่าทรมานที่สุดที่ผมเจอมา ฉากนั้นผมขนลุกจริงๆ ครับ      

คุ้มค่าอย่างยิ่ง กับสองชั่วโมงกว่าๆที่ สูญเสียไป ให้กับหนังเรื่องนี้  

   

คะแนน  A




วันอังคารที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ท้องฟ้าในวันนั้นเป็นของใคร 36

                                                                          36 
                                                     
                                                     

(Thailand,2012, เต๋อ นวพล )


                                                    
                                                   
                                                   ท้องฟ้าในวันนั้นเป็นของใคร

บทวิจารณ์ และ วิเคราะห์

                                                 ท้องฟ้าในวันนี้ยังสวยงามเหมือนเช่นวันก่อน

การเขียนบล๊อกในวันนี้มันเป็นความรู้สึกและอารมณ์ที่ติดค้างกับหนังเรื่องหนึ่ง ที่ผมมีโอกาสได้ดูเมื่อคืน
หนังที่ว่านี้ ชื่อเรื่องว่า  36  ของพี่ เต๋อ นวพล ผู้กำกับหนังอิสระ   36 ถือได้ว่าเป็นหนังทดลองที่ทำออกมาในรูปแบบ ของการถ่ายภาพแต่ละช๊อต ให้ได้ภาพทั้งหมด 36 ภาพ  แล้วมาเรียงต่อกันในหนัง ความยาวทั้งหมด 68 นาที โดยเล่าลำดับเหตุการณ์สถานที่นั้นๆ ว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง ไม่มีการเคลื่อนกล้องแต่อย่างใด โดยแต่ละฉากจะโฟกัสไปที่มุมมุมหนึ่งเท่านั้น ตัวละครอาจเคลื่อนไหวได้แต่ต้องอยู่ในเฟรมๆนั้น   พูดง่ายๆเล่าเรื่องราวด้วยการแช่กล้อง ให้เหมือนภาพเคลื่อนไหว 36 ภาพ


หนังเรื่อง 36 เหมือนกับการให้คนดูได้ดูภาพภ่าย 36 ภาพที่อยู่ในอัลบั้มรูปหนึ่งอัลบั้ม   เรื่องราวในหนังก็พูดถึงตัวละครสองคน คือ ทราย หญิงสาวที่ทำหน้าที่หาโลเคชั่นถ่ายทำหนัง เธอชอบถ่ายภาพสถานที่ต่างๆ ด้วยกล้องดิจิตอล   กับ อุ้ม ผู้ชายที่ทำหน้าที่ฝ่ายศิลป์  ทั้งสองมาร่วมงานกัน  มีเวลาด้วยกันในระยะเวลาสั้นๆ


การถ่ายภาพ ความทรงจำ และ สถานที่

กล้องถ่ายรูปผมมองว่ามันเหมือนกับสิ่งที่สามารถบันทึกความทรงจำ เกี่ยวกับ ห้วงเวลา สถานที่  คน โดยมันไม่หายไปไหน มันยังคงอยู่  เราสามารถนำภาพถ่ายกลับขึ้นมาดูอีกครั้ง โดยเรื่องราวมันยังอยู่ในภาพๆนั้น  และผมมองว่า มันสามารถพาเราย้อนกลับไปยัง สถานที่แห่งนั้น กลับไปยังช่วงเวลาเหล่านั้นได้   ผมมองวานี่แหละคือสเน่ห์ของภาพถ่าย


สิ่งที่ผมชอบในหนังก็คือ ไอเดีย วิธีการเล่าเรื่องของ พี่เต๋อ ผู้กำกับ ที่ใช้ภาพในการเล่าเรื่อง  มันอาจไม่ปะติดปะต่อกัน แต่ทุกภาพทุกฉาก 36 ภาพผมมองว่า ทุกภาพมันมีเรื่องราวของมันอยู่ในตัวเอง
จะสังเกตุได้ว่า ในแต่ละฉาก จะมีการแช่กล้องนาน บางครั้งเขาต้องการทิ้งให้อารมณ์คนดู ปล่อยความรู้สึกไปกับหนัง ฉากๆนั้น บางครั้งเขาอาจให้คนได้มีเวลาในการบันทึกจดจำ details ต่างๆ ที่อยู่ในฉากๆหนึ่ง   คือจำลายละเอียดในภาพๆนั้นได้  อาจมี ขวดน้ำ สิ่งเล็กๆ แต่ผมมองว่ามันมีชีวิตถ้าเราจะให้เรื่องราวกับมัน


ฉากที่ผมชอบคงเป็นฉากที่ตัวละครทั้งสองขึ้นไปถ่ายรูปบนดาดฟ้าในวันที่ท้องฟ้าสวย  ผมชอบฉากนั้นที่สุด

ซาว์แทรกบรรเลงในหนังได้อารมณ์ผมมาก รู้สึกถึงความว่างเปล่า  ความเหงา ไม่ก็นึกถึงความทรงจำดีๆ
เรื่องราวในภาพถ่าย

36 อาจไม่ใช่หนังทุนสูง นักแสดงไม่รู้จัก แต่มันเป็นหนังทุนต่ำ มันเป็นหนังทดลองที่ทำออกมาแล้ว ทำให้คนรู้สึกเพลินเพลินไปกับมัน ผมมองว่าหนังเรื่องนี้มันเป็นอารมณ์ในการดูล้วนๆครับ  ถ้าคุณไม่ได้คิดอะไรมาก ปล่อยจิตใจให้สบายๆ ผมคิดว่าคุณจะหลงรักหนังเรื่องนี้ได้ไม่ยาก


คะแนน  B+