วันอังคารที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2556

ห้วงอารมณ์ของความฟูมฟาย และ ภาวะหัวใจแตกสลาย Norwegian wood

                                     Norwegian wood
                                                
                                          
                                              

                                            
                               (Japan,2010,Tran Anh hung )




บทวิจารณ์ และ วิเคราะห์


" ห้วงอารมณ์ของความฟูมฟาย  และ ภาวะหัวใจแตกสลาย"

บทความนี้พูดถึงส่วนสำคัญของภาพยนต์ 

ก่อนที่จะพูดถึงรายละเอียดของหนังผมขอพาไปรู้จักกับตัวละครหลักๆในเรื่องก่อน 


นาโอโกะ หญิงสาว ที่สับสน และถูกคนรักทิ้งไว้อยู่เบื้องหลังของความโดดเดี่ยว คนรักของเธอต้องมาตายจากไปอย่างไม่มีวันกลับ ซึ่งพาเธอดำดิ่งสู้ห้วงอารมณ์ความโศกเศร้าอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน  


วาตานาเบะ  ชายที่มอบความรักให้ไปด้วยหัวใจที่บริสุทธ์ซึ่งเขาไม่มีวันได้กลับมาจากเธอเลยแม้แต่น้อย  ซึ่งก็ฟูมฟายไม่แพ้กัน



กิซึกิ   ชายที่ทิ้งนาโอโกะไว้อยู่เบื้องหลังของความเจ็บปวด  และเขาก็ตายจากไปแบบไม่มีวันกลับ      เพื่อหลีกหนีอะไรบางอย่างในโลกใบนี้




มิโดริ    หญิงสาวที่เป็นด้านสว่างที่จะพา วาตานาเบะออกไปจากวงจรชีวิตที่สับสนเหล่านี้




นั่นคือตัวละครหลักๆทั้งสีในหนังเรื่อง  Norwegian wood  หนังญี่ปุ่นสุดแสนฟูมฟายเท่าที่ผมดูมา มันอาจไม่ไช่อารมณ์แบบฉากโหด หรือ ฉากรุนแรง อย่างเช่นหนัง Himizu หรือเรื่องอื่นๆ แต่ความฟูมฟายมันออกมาจากตัวละครในเรื่องนี้     หนังพูดถึงความรักในแบบ การพรัดพราก การตายจากของคนรัก  ทั้งสามเป็นเพื่อนสนิทกัน นาโอโกะ เป็นแฟนอยู่กับ กิสึกิ (เพื่อนพระเอก)  โดยมี วาตานาเบะ (พระเอก) เป็นเหมือนคนแอบชอบ นาโอโกะ(นางเอก) อยู่ฝ่ายเดียว แต่ทั้งสามเป็นเพื่อนรักกันจึงไปไหนมาไหนด้วยกัน  ผมขอเรียกว่า  วาตานาเบะก็เหมือนก้างขวางขอหน่อยๆครับ   แต่เวลาต่อมา กิสึกิ ก็ดันมาฆ่าตัวตายโดยการ เอาแก๊ซพิษฉีดรมตัวเองในรถยนต์   ผมก็ไม่รู้ว่าทำไปเพื่อส้นตีนอะไรวะ  งงอยู่มาก เอาเป็นว่า นางเอกฟูมฟายมากเมื่อรู้ว่าเขาตาย   วาตานาเบะก็ย้ายไปโตเกียว แล้วไปเจอกับ นาโอโกะ ในสภาพที่สับสนเป็นอย่างมาก  เธอกับเขามีอะไรกันในคืนวันเกิดของเธอเมื่ออายุครบ  20  ปี   ก่อนที่เวลาต่อมา วาตานาเบะจะพบกับ ผู้หญิงที่ชื่อว่า มิโดริ เป็นเหมือนด้านสว่างในชีวิตเขา แต่ในเมื่อเขายังติดอยู่ในวังวนความรักกับ นาโอโกะ เขาก็รู้สึกสับสน ก็ไม่ต่างไปกับ นาโอโกะที่ยังติดอยู่กับความรักในอดีตระหว่างเธอ กับ กึสึกิ  สุดท้ายแล้ว วาตานาเบะก็ต้องตัดสินใจ  





บอกไว้เลยว่ามันคือหนังที่ผมคิดว่าไม่ควรพลาดอีกเรื่อง  อย่างที่บอกหนังมันมีความโศกเศร้าและฟูมฟายอยู่ในระดับที่ผมว่าพีคอารมร์ของคนดูแทบจะระเบิดออกมาได้จริงๆ  หนังไม่ต้องใช้ฉากที่รุนแรง เพียงแต่ความฟุมฟายมันออกมาจากตัวละครทั้ง วาตานาเบะ และ นาโอโกะ  

ตัวละครหลักสองคนนี้ผมคิดว่า มันมีความฟุมฟายอยู่ในระดับมากพอสมควร ส่วนคนอื่นๆ ผมถือว่าเป็นองค์ประกอบเสริมในเรื่องเท่านั้น     



Norwegian wood  ผมมองอีกอย่างว่ามันเป็นหนังรักสามเศร้าแบบซับซ้อน  ซึ่งผมไม่ได้บอกว่ามันดูยากอะไรเข้าใจง่ายเสียด้วยซ้ำ ความซับซ้อนที่ว่าคือความสัมพันธ์ของตัวละครในเรื่องนี้    นาโอโกะ รัก กับ กิสึกิ แต่มีวาตานาเบะผู้ซึ่งรอเธออยู่ตลอดเวลา  พอ กิสึกิ ตายไป เราจะตัดตัวละครตัวนี้ออกไป เหลือแค่  วาตานาเบะ กับ นาโอโกะ สองคน  จากนั้นก็ิมีตัวละครตัวใหม่เข้ามา คือ มิโดริ ซึ่งก็ มีความสัมพันธ์กับ วาตานาเบะ   ในเวลาต่อมา หลายคนอาจคิดว่าทำไม วาตานาเบะ รัก นาโอโกะ แบบสุดหัวใจ แล้วจึงไปมีอะไรกับ มิโดริ ผมคิดว่าเขาก็สับสนอยู่ในสิ่งที่เขาทำ ฟังเหมือนดูมักง่าย แต่ลึกๆผมคิดว่า วาตานาเบะรู้อยู่แล้วว่า ต่อให้เธอกับเขามีอะไรกัน นาโอโกะก็ยังไม่เคยลืม กิสึกิ เลย  ยังพูดถึงบ่อยๆ ถึงแม้ว่า กิสึกิจะตายจากเธอไปแล้ว   เขาก็ไม่ผิดที่จะเปิดรับอะไรใหม่ๆ  แต่ลึกๆผมก็มองว่า วาตานะเบะ ก็เลือก นาโอโกะ และอยากที่จะใชัชีวิตร่วมกับเธอที่สุดเพียงคนเดียว  เพียงแค่สถานการณ์ความโศกเศร้าต่างๆพาให้ตัวละครทั้งสอง สับสน และยากที่จะออกจากวังวนที่เลวร้ายแบบนี้    


หนังยังพูดถึงเรื่องของ เซ็ก   ฉาก love scene วาบหวิวต่างๆ ทำออกมาและสวยงามจริงๆ
มุมกล้องต่างๆทำออกมาได้อย่างน่าทึ่ง  และดูเป็นธรรมชาติที่สุด         movement ของตัวละครค่อนข้างไปแบบเนิบช้า หรือบางครั้งก็มีแช่กล้องอยู่หลายฉาก    


เพราะฉะนั้นหนังเรื่องนี้ผมชอบความฟูมฟายของตัวละครมากๆ มันทำให้ผมรู้สึกอินไปกับหนังเรื่องนี้

โดยเฉพาะ ฉากที่ผมชอบที่สุดคงเป็น ฉากที่ วาตานาเบะ นั่งร้องไห้ตรงโขดหิน เมื่อรู้ว่า นาโอโกะฆ่าตัวตาย  แบบฟูมฟายสุดชีวิต แบบผมคิดว่ามันคือการร้องไห้ที่ผมคิดว่าทรมานที่สุดที่ผมเจอมา ฉากนั้นผมขนลุกจริงๆ ครับ      

คุ้มค่าอย่างยิ่ง กับสองชั่วโมงกว่าๆที่ สูญเสียไป ให้กับหนังเรื่องนี้  

   

คะแนน  A




วันอังคารที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ท้องฟ้าในวันนั้นเป็นของใคร 36

                                                                          36 
                                                     
                                                     

(Thailand,2012, เต๋อ นวพล )


                                                    
                                                   
                                                   ท้องฟ้าในวันนั้นเป็นของใคร

บทวิจารณ์ และ วิเคราะห์

                                                 ท้องฟ้าในวันนี้ยังสวยงามเหมือนเช่นวันก่อน

การเขียนบล๊อกในวันนี้มันเป็นความรู้สึกและอารมณ์ที่ติดค้างกับหนังเรื่องหนึ่ง ที่ผมมีโอกาสได้ดูเมื่อคืน
หนังที่ว่านี้ ชื่อเรื่องว่า  36  ของพี่ เต๋อ นวพล ผู้กำกับหนังอิสระ   36 ถือได้ว่าเป็นหนังทดลองที่ทำออกมาในรูปแบบ ของการถ่ายภาพแต่ละช๊อต ให้ได้ภาพทั้งหมด 36 ภาพ  แล้วมาเรียงต่อกันในหนัง ความยาวทั้งหมด 68 นาที โดยเล่าลำดับเหตุการณ์สถานที่นั้นๆ ว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง ไม่มีการเคลื่อนกล้องแต่อย่างใด โดยแต่ละฉากจะโฟกัสไปที่มุมมุมหนึ่งเท่านั้น ตัวละครอาจเคลื่อนไหวได้แต่ต้องอยู่ในเฟรมๆนั้น   พูดง่ายๆเล่าเรื่องราวด้วยการแช่กล้อง ให้เหมือนภาพเคลื่อนไหว 36 ภาพ


หนังเรื่อง 36 เหมือนกับการให้คนดูได้ดูภาพภ่าย 36 ภาพที่อยู่ในอัลบั้มรูปหนึ่งอัลบั้ม   เรื่องราวในหนังก็พูดถึงตัวละครสองคน คือ ทราย หญิงสาวที่ทำหน้าที่หาโลเคชั่นถ่ายทำหนัง เธอชอบถ่ายภาพสถานที่ต่างๆ ด้วยกล้องดิจิตอล   กับ อุ้ม ผู้ชายที่ทำหน้าที่ฝ่ายศิลป์  ทั้งสองมาร่วมงานกัน  มีเวลาด้วยกันในระยะเวลาสั้นๆ


การถ่ายภาพ ความทรงจำ และ สถานที่

กล้องถ่ายรูปผมมองว่ามันเหมือนกับสิ่งที่สามารถบันทึกความทรงจำ เกี่ยวกับ ห้วงเวลา สถานที่  คน โดยมันไม่หายไปไหน มันยังคงอยู่  เราสามารถนำภาพถ่ายกลับขึ้นมาดูอีกครั้ง โดยเรื่องราวมันยังอยู่ในภาพๆนั้น  และผมมองว่า มันสามารถพาเราย้อนกลับไปยัง สถานที่แห่งนั้น กลับไปยังช่วงเวลาเหล่านั้นได้   ผมมองวานี่แหละคือสเน่ห์ของภาพถ่าย


สิ่งที่ผมชอบในหนังก็คือ ไอเดีย วิธีการเล่าเรื่องของ พี่เต๋อ ผู้กำกับ ที่ใช้ภาพในการเล่าเรื่อง  มันอาจไม่ปะติดปะต่อกัน แต่ทุกภาพทุกฉาก 36 ภาพผมมองว่า ทุกภาพมันมีเรื่องราวของมันอยู่ในตัวเอง
จะสังเกตุได้ว่า ในแต่ละฉาก จะมีการแช่กล้องนาน บางครั้งเขาต้องการทิ้งให้อารมณ์คนดู ปล่อยความรู้สึกไปกับหนัง ฉากๆนั้น บางครั้งเขาอาจให้คนได้มีเวลาในการบันทึกจดจำ details ต่างๆ ที่อยู่ในฉากๆหนึ่ง   คือจำลายละเอียดในภาพๆนั้นได้  อาจมี ขวดน้ำ สิ่งเล็กๆ แต่ผมมองว่ามันมีชีวิตถ้าเราจะให้เรื่องราวกับมัน


ฉากที่ผมชอบคงเป็นฉากที่ตัวละครทั้งสองขึ้นไปถ่ายรูปบนดาดฟ้าในวันที่ท้องฟ้าสวย  ผมชอบฉากนั้นที่สุด

ซาว์แทรกบรรเลงในหนังได้อารมณ์ผมมาก รู้สึกถึงความว่างเปล่า  ความเหงา ไม่ก็นึกถึงความทรงจำดีๆ
เรื่องราวในภาพถ่าย

36 อาจไม่ใช่หนังทุนสูง นักแสดงไม่รู้จัก แต่มันเป็นหนังทุนต่ำ มันเป็นหนังทดลองที่ทำออกมาแล้ว ทำให้คนรู้สึกเพลินเพลินไปกับมัน ผมมองว่าหนังเรื่องนี้มันเป็นอารมณ์ในการดูล้วนๆครับ  ถ้าคุณไม่ได้คิดอะไรมาก ปล่อยจิตใจให้สบายๆ ผมคิดว่าคุณจะหลงรักหนังเรื่องนี้ได้ไม่ยาก


คะแนน  B+





วันพุธที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2556

นางฟ้าตัวน้อย แห่งเมืองสีเทา

                                                                 Lidya 4 EVER


(Sweden,2002,Lukas Moodysson )


                                            " นางฟ้าตัวน้อยแห่งเมืองสีเทา"


บทวิเคราะห์ และ  วิจารณ์


" ฉันอยากที่จะโบยบินไปให้ห่างจากดินแดนนี้   ไปในดินแดนที่มีชีวิตชีวากว่านี้ ไปอยู่กับพ่อแม่ของฉัน

ชีวิตฉันคงจะดีกว่านี้  "


  Lidya 4 EVER หนังสวีเดนสุดหม่น ว่าด้วยเรื่องราวของเด็กสาวที่เติบโตในดินแดนที่อยู่ใน สหภาพโซเวียตเมืองที่แล้งแค้น อดอยาก หนาวเหน็บ   ไร้ผู้คนอาศัยอยู่ ถ้ามีอยู่ก็จำนวนน้อยมาก  ดินแดนที่ไร้การพัฒนา  เป็นเมืองที่ตายไปแล้ว  เธอฝันว่าอยากที่จะไปอยู่กับแม่ของเธอที่อเมริกา  แต่ความฝันก็เป็นได้แค่ภาพวาดในจินตนาการที่ไม่มีอยู่จริง   เธออาศัยไปวันๆ ได้รู้จักกับเพื่อน ตัวน้อยเด็กหนุ่มซึ่งเป็นเพื่อนรุ่นน้องของเธอ อาศัยอยู่ใกล้บ้านของเธอ เขาชอบมาโยนกระป๋องเล่น แทนลูกบาส

เขาทั้งสองต้องเผชิญชะตาชีวิตในเมืองอันแล้งแค้นนี้  และฝันว่าซักวันพวกเขาสองคนจะหนีอออกไปในดินแดนเหล่านี้ให้ได้


ชีวิตโสเภนีของเด็กสาว  ปัญหาสังคม

เราจะเห็นได้ว่าโสเภนีเด็กสาวในสังคมปัจุบันก็มีให้เห็นกันพอสมควรอาจจะไม่เยอะมาก สาเหตุก็อาจมาหลากหลายของปัญหา  ตัวละครในหนังเรื่องนี้เป้นเด็กสาวที่ขาดความอบอุ่น จากพ่อและแม่  และสภาพแวดล้อมในเมืองแย่ๆ ที่ผมมองว่ามันสามารถจะดึงเธอให้อยู่ในวังวนแบบนี้ไม่ยาก มั่วเซ็ก เสียตัว  หรือ เสพยา   ไปจนขนาดฆ่าตัวตาย

หนังเรื่องนี้ผมมองว่ามันหม่นในระดับสูงถึงสูงที่สุด  ด้วยเนื้อหาและเรื่องราว เธอต้องขายบริการชายวัยผู้ใหญ่ และ วัยชรา  จำนวนมากมายนับไม่ถ้วน เพื่อให้ได้เงินนั้นไปเสพสุข หรือทำชีวิตให้ดีขึ้น  แต่สิ่งนั้นมันยิ่งทำให้เธอดำดิ่งลงเหวมากขึ้นทุกที  ดูเหมือนหนังก็จะดึงอารมณ์คนดูให้ไปถึงขั้นพีค ว่า ทำไมตัวละครตัวนี้แม่งไม่ตายไปตั้งแต่ตอนแรกวะ จะได้ไม่มามีชีวิตที่ทรมานขนาดนี้   แต่ถึงอย่างไรหนังมันก็ไม่ได้ลดความดาร์กลงไปเลย ยิ่งดำเนินเรื่องไปเท่าไหร่ ยิ่งดาร์กมากขึ้นเลยๆ   เพียงแต่มันไม่มีฉากน่ากลัวเท่านั้น มันดาร์กในเรื่องของจิตใจ ของตัวละคร

เด็กดมกาว

ตัวละครที่ต้องเผลิญชะตาชีวิตกับ เด็กสาว ก็คือ เด็กหนุ่มน้อยข้างบ้าน  ที่ฝันวาอยากเล่นบาสเกตบอล และมีลูกบาสเป็นของตัวเอง ที่วันๆ ก็เอาแต่ดมกาว  เขามากจาก สวีเดน แต่ถูกทิ้งให้อยู่ตามลำพังคนเดียว   ซึ่งการดมกาวก็เป็นเหมือนเพื่อนคลายเหงา และเป็นสิ่งที่ดูเหมือนจะทำให้ชีวิตเขาหลุดพ้นจากความทุกข์ชั่วขณะ



แต่สิ่งที่พอจะทำให้ตัวละครสองคนมีความสุขอยู่บ้าง อาจเป็นเรื่องของมิตรภาพความสัมพันธ์ของตัวละครสองคัวนี้ ที่ดูเหมือนว่าจะรักกันมากๆ พวกเขาคงไม่อยากเผชิญชีวิตที่โหดร้ายเพียงลำพัง คิดว่าอย่างน้อยก็มีเพื่อนร่วมชะตากรรมเดียวกัน มันเป็นสิ่งที่ทำให้พวกเขาอยากที่จะต่อสู้ไปด้วยกัน และหนีไปจากดินแดนสีเทาแห่งนี้


สิ่งที่ผมชอบในหนังเรื่องนี้คงเป็นเรื่อง ความดาร์กในเนื้อหา นี่แหละที่ผมคิดว่า ดูหนังเรื่องนี้แล้วโครตสะใจเลย ทำไมมันช่างดาร์กแบบนี้   แล้วก็ ความขัดแย้งภายในจิตใจกับโลกความเป็นจริง  ของตัวละคร สิ่งที่เขาฝันช่างสวยงาม  สิ่งที่ตัวละคร วาดมโนภาพในจิตใจของเขาในแง่ดี ซึ่งมันขัดแย้งกับโลกความจริงอันโหดร้าย  ที่ตัวละครไม่มีวันหนีไปจากดินแดนแห่งนีได้   แล้วก็การเปรียบปีกสีขาวของนางฟ้า และเทวดา ที่เป็นตัวแทนอิสระภาพ พาพวกเขาบินหนีไปจากดินแดนแห่งนี้ได้


การหยิบเอาเมืองที่เกิดจากการล่มสลาย ของโซเวียด   มาเปรียบเทียบกับ ตัวละคร

ตัวละครก็ เปรียบเหมือนกับเมืองบ้านเกิดของเธอ  เมืองที่ ได้ล่มสลายไปแล้ว   เมืองที่หายไปพร้อมกับกาลปัจุบัน เมืองที่ไม่มีใครอยากที่จะอยู่     ก็ไม่ต่างจากตัวละครซึ่งไม่นานเขาก็จะตายไปกับดินแดนยากไร้แห่งนี้   ตายไปด้วยความหดหู่ เศร้าหมอง โดดเดี่ยว


" ถ้าเกิดว่าปีกสีขาวมีจริง ปีกนี้ช่วยพาฉันออกไปจากดินแดนแห่งนี้เสียเถอะ"


คะแนน A








วันอาทิตย์ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2556

เธอมากับฝน Be with you

                                                                        Be with  you

                                                                                 
                                                                           


                                 (Japan,2004,Nobuhiro Doi)

"เธอมากับฝน"



บทวิจารณ์ และ วิเคราะห์


ความรักและ ปาฏิหารย์ 

สายใยรักครอบครัวและความผูกพันธ์  ความรักที่ไม่มีวันตายของพ่อ แม่ และ ลูกน้อย


บทความนี้เปิดเผยเนื้อเรื่องที่สำคัญของหนัง  



วันหยุดสุดสับดาห์อันแสนสบายของผม ส่วนใหญ่หมดไปกับการหาหนังดูที่ไม่เคยดู และแล้วก็มีโอกาสได้ดูหนังเรื่อง  Be with you ซักที   ต้องบอกเลยว่ามันเป็นหนังสำหรับครอบครัวจริงๆ ประทับใจมากและอิ่มเอมเมื่อดูหนังเรื่องนี้จบ  และความรู้สึกของผมมันยังลอยติดค้างอยู่ในใจ   รู้สึกอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก มันเป็นความรักของคนในครอบครัวที่แสนจะน่ารัก  และเป็นความรักที่ทุกชีวิตพร้อมที่จะดูแลกันไปตลอด 

Be with you เล่าเรื่องราวของครอบครัวหนึ่งที่ประกอบไปด้วยพ่อ แม่ และ ลูกชายตัวเล็ก  ซึ่งพ่อและลูกชาย ได้สูญเสียคนที่รักไป คือ แม่ หญิงสาวที่ชื่อว่า มิโอะ    มิโอะให้สัญญากับพวกเขาว่า อีก 1 ปีข้างหน้าหลังจากที่เธอตายไป ในฤดูฝนเธอจะกลับมาหาพวกเขาอีก แต่ถ้าฤดูฝนหมดไปเธอก็จะหายตัวไป 
ถึงแม้จะเป็นช่วงเวลาในฤดูฝนสั้นๆ แต่มัก็สามารถทำให้ พ่อ และ ลูก มีความสุข


หนังอยู่ในโหมดสว่างสดใส พูดถึงเรื่องราวปาฎิหารย์ของความรัก ที่เหลือเชื่อ  ทำให้ผมรู้สึกอินไปกับเรื่องราว และ คิดว่าถ้าเกิดว่ามีปาฎิหารย์แบบนี้อยู่จริงบนโลกใบนี้คนที่สูญเสียแม่ หรือ ภรรยาอันเป็นที่รัก     ก็คงจะดี  ผมเชื่อเลยว่าทุกคนที่สูญเสียคนรัก คงจะเคยจินตนาการเล่นๆว่า อยากให้พวกเขากลับมาหาอีก ได้มามีชีวิตอยู่ ได้ใช้เวลาที่แสนอบอุ่นร่วมกัน  

ฉากตอนที่ มิโอะกำลังบอกลา  ทาคูมิ และ ยูจิ  ว่าต้องไปแล้วผมรู้สึกใจหายอยู่เหมือนกัน
ส่วนตัวแล้วผมก็ชอบดูหนังครอบครัวแต่มีไม่กี่เรื่องนักที่จะนำเอาเรื่องราวความรัก ที่ผมขอใช้ว่า รักแท้ บวก ปาฎิหารย์  ของคนในครอบครัวที่ผมมองว่า เป็นครอบครัว ที่ดูแล้วอบอุ่นจริงๆ   ฉากที่ผมชอบมากที่สุดคงเป็นฉากที่สมาชิกทั้ง 3 คน เป่าเค๊กวันเกิดของ ลูกชาย ยูจิ ฉากนั้นทำผมแทบร้องไห้ ประทับใจจริงๆ    


ถ้าดูหนังเรื่องนี้ทำให้ผมนึกไปถึงอารมณ์ของหนังครอบครัวพ่อแม่ลูกอย่างเรื่อง  I wish มันมีอารมณ์คล้ายๆกันอยู่ ในแง่มุมมอง ความรัก และ ปาฎิหารย์ ที่คนเป็นลูกอยากให้เกิดขึ้น เพียงแค่เรื่องนั้นปาฎิหารย์ไม่ได้มีอยู่จริงและความรักระหว่างพ่อและแม่ เรื่อง i wish ดูแล้วไม่ผูกพันธ์ เท่ากับ be with you   



สิ่งที่หนังเรื่องนี้ทำได้น่าสนใจก็คือ การเลือกที่จะเล่า moment ของหนังใน สามช่วงเวลา โดยตลบคนดูให้งงนิดหน่อย โดยไม่เล่าตรงๆ แต่เลือกที่จะเล่าแบบวกไปวนมา คือ ฉากปัจุบันตอนที่ เหลือสมาชิกแค่สองคน ตอนที่ ยูจิ โตเป็นวัยรุ่นแล้ว อยู่กับพ่อสองคน ตอนนั้มิโอะตายจากไปนานแล้ว   นั้นเป็นเรื่องราวที่มีอยู่จริงในปัจจุบันที่สุด แล้วก็ย้อนไปช่วงตอนที่ ทาคูมิ และ มิโอะ อายุ 29   ตอนที่ฤดูฝนเกิดขึ้นในช่วงสั้นๆ มิโอะกลับมาหา ทาคูมิ และ ยูจิ  และได้เล่าอีกว่า มิโอะตายไปเมื่อปีที่แล้วก่อนหน้านั้น คือ ตอนมิโอะอายุ 28  หนังย้อนไปให้เห็นถึงช่วงเขาทั้งคู่เริ่มพบรักกัน เมื่อตอนที่เขาอายุ 20     แล้วก้มีเหตุการณ์ที่นำพาไปร่างกายของ มิโอะเริ่มอ่อนแอตอนที่ มิโอะโดนรถเฉี่ยวแล้วก็ล้มลงไป สลบไสลในโรงพยาบาล  และมิโอะก็ไปสู่อนาคตใน 9 ปีต่อมา คือไปตอนที่เธอ อายุ 29  แล้วอนาคตตอนนั้นเป็นตอนที่เธอตายไปเมื่อหนึ่งปีก่อน คือพูดง่ายๆ มิโอะรู้อนาคตว่าอีก 8 ปีข้างหน้าต้องตาย  คือตายอายุ 28  บวก อีก 1 ปี เป็นสัญญาที่มิโอะเคยให้ไว้กับ ทาคูมิ และ ยูจิ ว่าในฤดูฝนจะกลับมาพบกันอีกในช่วงเวลาสั้นๆ คือพูดง่ายๆ ตอนที่ ทาคูมิอายุ 29  มิโอะตายไปแล้ว แต่ที่มาพบได้อาจเป็น วิญาณหรือปาฎิหารย์จากฟากฟ้า ที่ส่งเธอมาให้มีชีวิตอยู่กับพวกเขาในเวลาสั้นๆ  อีกครั้งนึง  แต่เมื่อฝนหายไป เค้าต้องกลับไป แต่สุดท้าย มิโอะก้เลือกที่จะมีชีวิตอยู่กับ ทาคูมิ ทั้งที่รู้ว่าอีก 8 ปีข้างหน้าต้องตาย  เพราะเขาชื่อว่าต่อให้ตายชีวิตเขาอีก  8 ปีข้างหน้า บวก อีกช่วงเวลาสั้นๆ ในฤดูฝน มันก็สามรถทำให้เขามีความสุข 


ประโยคเด็ดของหนังที่ผมชอบก็คือ 
      
"  ความสุขของฉันคือการมีคุณ  และอยู่เคียงข้างคุณตลอดไป"      ผมว่ามันเป็นความรู้สึกที่สั้นๆไม่ซับซ้อน แต่กินใจมากครับ  

คะแนน A



วันพุธที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2556

" ชนะใจตัวเอง นั้นยิ่งใหญ่ที่สุด " Little miss sunshine

                                                    Little miss sunshine

                                                   

(U.S,2006,Jonathan dayton )

                                                   

                                              
                             " ชนะใจตัวเอง นั้นยิ่งใหญ่ที่สุด "  


บทวิจารณ์ และ วิเคราะห์


                        "พวกเราอาจเป็นเหมือนรถกระป๋องคันที่ไม่สมบูรณ์  แต่มันก็สามารถถึงเส้นชัยได้ถ้าพวกเราช่วยกัน"

  "คนที่เกิดขึ้นมาในโลกใบนี้มีอยู่สองประเภท คือ หนึ่ง ผู้ชนะ และ อีกอย่าง คือ ผู้แพ้  คงไม่มีใครที่จะอยากเกิดมาเป็นผู้แพ้หรอก แต่จะมีซักกี่คนมั้ยที่ยอมรับความพ่ายแพ้นั้น และมีความสุขร่วมกับมันกับมัน
อย่างน้อยก็มี ครอบครัวหนึ่งนี่แหละแพ้อย่างภาคภูมิใจ"


การเขียนบล๊อกของผมวันนี้ต้องบอกก่อนว่า ผมภูมิใจนำเสนอหนังเรื่องหนึ่ง สัญชาติอเมริกา  ที่มีชื่อเรื่องว่า  little miss sunshine  ถ้าแปลเป็นภาษาไทยตรงๆมันจะหมายความว่า  พระอาทิตย์ส่องแสงอันน้อยนิด  หลายคนอาจคิดว่านี่มันหนังหดหู่ หม่น น่ากลัว หรือคิดไปกว่านั้น ผมอยากบอกว่ามันไม่ใช่อย่างที่คุณคิด  หลังจากที่ผมดูจบแล้วความอบอุ่นและความประทับใจของหนังเรื่องนี้  มันสามารถเอาชนะใจผมได้จริงๆ  หนังมันเล่าเรื่องของครอบครัวหนึ่งตะกูล hoover ที่พร้อมที่จะเป็นผู้แพ้ด้วยคุณสมบัติของเหล่าสมาชิกทั้งหมดในครอบครัว ซึ่งก็ประกอบด้วย  พ่อ ผู้ชายที่บ้าเรื่องทฤษฏี 9 ขั้นของการเป็นผู้ชนะ  และเขาเชื่อว่าต้องทำให้ได้
แม่ หญิงสาวอารมณ์ขึ้นลง ติดบุหรี่ และจะเลิกมัน  ลูกชาย เด็กหนุ่มผู้ซึ่งสัญญากับตัวเองว่าจะไม่พูดกับใครจนกว่าจะเข้าการบินได้     ลุง หนุ่มชาวเกย์พยายามที่จะฆ่าตัวตายเนื่องจากอกหัก พยายามทำชีวิตให้ดีขึ้น    คุณปู่ติดโคเคน พยายามเลิกให้ได้  และที่สำคัญจะขาดไม่ได้ คือ  หนูน้อย ที่ฝันว่าจะเป็นนางงาม


ตัวละครทุกตัวในเรื่องมันมีความอยากเป็นผู้ชนะด้วยกันทั้งหมด ชัยชนะที่ขัดแย้งกับความเป็นผู้แพ้ที่มีอยู่ในแต่ละคนของครอบครัว คือ ใจอยากที่จะชนะ แต่ด้วยคุณสมบัติที่ทำให้พวกเขาไม่สามารถชนะได้ ในความเป็นจริง


จะว่าไปหนังเรื่องนี้มันเป็นหนังในแง่การให้กำลังใจคน ในการต่อสู้ชีวิต ซึ่งเป้าหมายแต่ละคนที่เกิดมาก็ไม่เหมือนกันในหลักความเป็นจริงบนโลกใบนี้ บางคนก็ตั้งเป้าหมายสูง บางคนก็ไม่สูงมาก หรือบางคนก็ไม่เคยคิดที่จะตั้งเป้าหมายไว้เลย ซึ่งอย่างนั้นผมว่าน่ากลัว แต่ถ้าบางคนตั้งไว้แล้วดันไปไม่ถึง จะทำอย่างไรให้มีความสุขในจุดนั้น จุดที่เขาไปไม่ถึงและยอมรับมัน ผมว่าเรื่องนี้มันอยู่ที่ใจของเรามากกว่า ถ้าใจเราเพียงพอกับสิ่งที่เราทำได้แค่นั้น หรือ อย่างน้อยเราได้ทำแล้ว ถึงจะไม่สำเร็จ หรือ เป็นผู้ขนะ  เราก็เป็นผู้แพ้อย่างภาคภูมิใจ  หนังทำสื่ออกมาได้ดีเอามากๆ


ความสนุกของตัวละครทุกตัวในหนังเรื่องนี้ต้องบอกเลย มันสนุกทุกตัว มีมุขตลก และแต่ละคนในครอบครัวมันมีความเพี้ยนไปคนละแบบ มันจึงทำให้ผมรู้สึกสนุกไปกับตัวละครทุกตัว หนังดำเนินเรื่องไปในแบบหนังแนว road movie โดยใช้พาหนะเดินทางผจญภัย เป็นรถ คัันสีเหลืองที่สภาพพร้อมที่พังได้ทุกเมื่อ

ฉากไหนที่ผมชอบมากที่สุดคงหนีไม่พ้น ฉากตอนจบที่หนูน้อย olive เข้าประกวดเวทีหนู้น้อยความสามารถ ท่ามกลางเด็กน้อยน่ารักเต็มไปด้วยความสามารถ ซึ่งเธอก็ดูเหมือนว่าจะเป็นแกะดำ ซึ่งเต้นไม่เก่ง และดูเหมือนไม่มั่นใจเอาซะเลย  แต่ด้วยความกล้าบ้าบิ่น ขณะที่เด็กน้อยคนอื่นๆเต้นเพลงน่ารักๆใสๆแบบเด็กๆ  เธอเลือกเพลงที่ต่างออกไป พร้อมท่าเต้นที่ดูแล้วยั่วยวน ผมขอใช้คำว่า แก่แดด เกินเด็กละกัน ทำให้คนดูรู้สึกไม่พอใจและดูถูก ลุกหนีไปตามๆกัน ทั้งคณะกรรมการ จนต้องให้พิธีกรชายบนเวที่เชิญออก และบอกให้พ่อของเธอมาเอาออกกลับไป ถ้าพ่อของเธอมาเอาออกไปหนังมันคงจะดูธรรมดาไป    แต่หนังมันทำให้ผมต้องประทับใจและตะลึงเมื่อจู่ๆ พ่อของเธอ ก็กลับรู้สึกสนุกและเต้นตามลูกสาว จากนั้นสมาชิกที่เหลือก็ร่วมกันเต้นบนเวทีท่ามกลางความขัดแย้งและเสียงโห่ของคนในงาน  ซึ่งมันทำให้ผมรู้สึกประทับใจในความกล้ามากของพวกเขามาก มองอีกมุมนึงคือรู้สึกสงสาร ที่คนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจเขา แต่ผมกลับชอบนะ ซึ่งมันเป็นฉากที่ผมกลับไปดูว้ำแล้วซ้ำอีก  


 ถึงตอนนี้ Little miss sunshine เป็นภาพยนต์ครอบครัว ตลก ดราม่าที่เข้าไปอยู่ในใจของผมเรียบร้อยแล้ว

คะแนน A+







วันเสาร์ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2556

อยากกลับไปนั่ง Time machine อีกครั้ง Summer time machine blues

   Summer time machine  blues

                                                                               

(Japan,2005,Katsuyuki Motohiro )


"อยากกลับไปนั่ง Time machine อีกครั้ง" 



บทวิจารณ์ และ วิเคราะห์


บทความนี้เฉลยตอนจบของหนัง ไม่เหมาะกับผู้ที่ยังไม่ชมภาพยนต์


การเขียนบล๊อกในวันนี้ช่างแสนพิเศษจริงๆ วันนี้เปลี่ยนอารมณ์จากหนังที่ดราม่า หนังรักโรแมนติก หนัง art ฉากสวย ไรก็ตาม  มาดูหนังตลกกึ่งไซไฟดูบ้าง ทันทีเมื่อผมได้ดูหนังเรื่องหนึ่งจบ ก็อยากที่จะเล่าและเขียนถึง หนังกวนๆ พล๊อตเรื่องเพี๊ยนๆ ที่เต็มไปด้วยอารมณ์ความสนุก และตลก ซักหนึ่งเรื่อง หนังกวนๆตลกๆที่ว่านี้เป็นหนังญี่ปุ่นอีกแล้วครับ มีชื่อเรื่องว่า


Summer time machine  blues เล่าถึงการย้อนเวลาตามหาเจ้ารีโมทแอร์ ของเด็ก 5 คน กลุ่มหนึ่งที่อยู่ชมรม si cfi และ เด็กสาวอีก 2 คน ในชมรม ถ่ายรูป
เรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นในช่วง summer ฤดูร้อนที่แสนจะน่าเบื่อหน่าย แต่เด็กกลุ่มนี้ก็มีเรื่องสนุกๆ ทำกันอยู่ตลอดเวลา พวกเขาเข้าไปนั่งในห้องชมรมและเปิดแอร์แต่อยู่ๆ ก็มีสมาชิกในกลุ่มดันทำน้ำโค๊กหกใส่เจ้ารีโมท ทำให้รีโมทนั้นใช้การไม่ได้   สมาชิกในชมรมก็หงุดหงิดเนื่องจากอากาศร้อน
อยู่มาก็มี ชายหัวเห็ด หน้าตางี่เง่า มาจากไหนก็ไม่รู้ และบอกว่า มาจากอนาคต ปี 2030  พร้อมเครื่อง time machine หน้าตาแปลกประหลาด พวกกลุ่มเด็กชมรมไซไฟ รู้สึกตื่นเต้นกันใหญ่กับเจ้าเครื่องย้อนเวลาเครื่องนี้และอยากที่จะท่องเวลาไปกับ อดีต  สมาชิกคนหนึ่งนึกไอเดียออกว่า ทำไมเราไม่ลองย้อนเวลากลับไปเอาเจ้ารีโมทแอร์กลับมาก่อนที่มันจะเสีย แล้วความวุ่นวายต่างๆก็เกิดขึ้น



หนังค่อนข้างสนุกเอามากๆ ผมชอบไอเดียการนำเสนอ การเล่นเกี่ยวกับกาลเวลา อดีต อนาคต ของตัวละคร  และเหตุการณ์ต่างๆ ที่หนังนำเอาสิ่งง่ายๆ ในเรื่อง คือ รีโมต ที่ดูแสนจะธรรมดา แต่มีการผูกเรื่องไว้อย่างน่าสนใจ  บวกกับเทคนิคกราฟิคที่ทำออกมาโครตจะการ์ตูน มุขตลกต่างๆของตัวละคร ท่าทาง สีหน้าที่แสนจะกวน มันทำให้รู้สึกเพลิดเพลินและฮาไปกับหนัง บางครั้งตอนที่ผมดูรู้สึกเหมือนราวกับว่าตัวของผมหลุดไปอยู่เรื่องราวในหนังจริงๆ


ตัวละคร ชายหัวเห็ด หนุ่มที่มาจากอนาคต 2030

ตัวละครตัวนี้นั้นผมโครตชอบเหลือเกิน ด้วยลักษณะบุคลิก ทรงผมหัวเห็ด การแต่งตัว หน้าตาที่โดยรวมผู้ชมส่วนใหญ่ถ้าดูจะมองว่า นี่มันเด็กเอ๋อนี่หว่า ดูกี่ทีก็ตลกกับตัวละครตัวนี้ แต่ละครตัวนี้มันมีความน่ารักและความฉลาดแฝงอยู่  ตัวละครที่สมารถนำเอารีโมทในอนาคตมาให้สมาชิกที่อยู่ในชมรมได้  คุณว่าเก่งมั้ยละ


หากย้อนเวลาได้ คุณอยากที่จะกลับในในช่วงเวลาไหนมากที่สุด ?


คำถาม เบสิค ที่ได้ยินกันบ่อยๆ มักถามถึงจิตใต้สำนึกของเราว่า ทุกคนคงอยากที่จะย้อนเวลาได้ อยากที่จะไปเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขเรื่องในอดีต  โดยเฉพาะความผิดพลาดล้มเหลวในชีวิต หรือบางคนก็คิดไปเล่นๆว่า อยากที่จะไปดูเรื่องราวในอดีต ภาพตัวเองในวันวาน และทำบางอย่างให้สนุก แต่ลืมนึกถึงเรื่องราวในปัจจุบันว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น ถ้าเราไปเปลี่ยนแปลงสิ่งเหล่านั้น



 อดีต  และ อนาต ทฤษฎีสัมพันธภาพเกี่ยวกับกาลเวลา


การย้อนเวลาไปสู่ห้วงอดีต และ อนาคต นำมาเล่าในหนังเรื่องนี้เต็มไปหมด  การย้อนไปเปลี่ยนแปลงอดีต อาจทำให้อนาคตหรือปัจจุบันนั้นเปลี่ยนแปลงและวุ่นวาย เฉกเช่นเดียวกับในหนังเรื่องนี้ที่ ตัวละครพยายามไปเอาสิ่งต่างๆที่หายไปในอดีตเพื่อให้ได้กลับคืนมา ถ้าคุณไปเปลี่ยนแปลงมัน คุณก็จะหายไป ทำให้พวกเขารู้สึกกลัวและไม่ยอมเสี่ยงที่จะกลับไปในห้วงเวลานั้น



ถ้าจะถามผมว่า       Summer time machine  blues  มันเป็หนังเกี่ยวกับอะไร ผมตอบเลย ว่ามันคือหนังตลก กึ่งไซไฟที่ดูแล้วให้อารมณ์แบบการ์ตูน


ท่อนเพลง เกม Atari กับ ความทรงจำในตอนเด็ก


ถ้าดูหนังเรื่องนี้จะสังเกตุว่ามันมี sound เกม atari ในฉากต่างๆโผล่ออกมาให้ได้ยิน  เวลาที่ตัวละครจะทำภารกิจที่สำเร็จ  มันทำให้ความทรงจำของผมพลัดพราไปถึงความสนุกสนานในวันวาน นึกถึงเกม มาริโอ้ หรือ คอนทรา ในสมัยที่เกมยุค atari รุ่งเรืองสมัยที่ เด็กๆ ติดเกมต้องอ้อนพ่อและแม่ไปซิ้อตลับเกมมาเล่น หนำซ้ำการบ้านก็ไม่ค่อยเสร็จ  โดนแม่ดุอยู่เป็นประจำ แต่มันก็เป็นความทรงจำในวัยเด็กที่ผมเชื่อว่าเด็กติดเกมทุกคนต้องเคยผ่านเหตุการณ์แบบนั้นมา


ตอนจบทำเอาผมคาดไม่ถึงว่าหนังมันจะผูกเรื่องแบบนี้ เกิดคาดจริงๆ ที่เล่าถึงว่า ชายหัวเห็ดที่มาจากอนาคตเมื่อปี 2030  ในห้วงเวลาปัจจุบัน นางเอกในเรื่องที่เล่นโดย จูริ ยูเอโอะ เมื่อปี 2005  จะเป็นแม่ของชายหัวเห็ดอีก 25 ปี ข้างหน้า  เพราะมันจะมีหลายๆเหตุการณ์ที่ทำให้ผมคิดเป็นแบบนั้น นั่นก็คือ กล้องของนางเอกที่ใช้ถ่ายรูป ซึ่ง ชายหัวเห็ดอ้างว่าอดีตแม่ของเขาก็ใช้กล้องอันนี้และมอบให้ผม แล้วฉากที่บอกว่าแม่ของเขาเคยเรียนที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้ วึ่งเป็ที่ที่ จูริ ก็เรียนด้วย และ จูริ ก็บอกว่า ในอนาคตว่าเธอต้องพบกับเขาอีกครั้ง  ทำเอาผมแอบเซอร์ไพร์เล็กน้อย


แต่ทั้งหมดในเรื่อง   Summer time machine  blues มันอัดแน่นไปด้วยอารมณ์ตลกของตัวละคร ความเพลิดเพลิน ความน่าสนใจ การท่องเวลา ความตื่นเต้น  ความทรงจำต่างๆ ที่ทำให้ผมประทับใจกับหนังเรื่องนี้


ถ้าฉันย้อนเวลาได้ ฉันคงอยากที่จะนั่ง time machine ไปดูหนังเรื่องนี้อีกรอบ


คะแนน A














วันอังคารที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2556

การแยกย้ายของหมู่ดาวในค่ำคืนที่สวยงาม Night time picnic

                                                    Night time  picnic

                                                   



(Japan,2006, Nagasawa)

  

                          " การแยกย้ายของหมู่ดาวในค่ำคืนที่สวยงาม"



บทวิจารณ์ และ วิเคราะห์



                  "อีกไม่นานดาวแต่ละดวงบนท้องฟ้าก็ต้องกระจายแยกย้ายกันไปตามทิศทาง  ไปตามทาง  ไปตามฝัน ของแต่ละดวง บ้างก็ไปไกล บ้างก็ไปไม่ไกลมาก บ้างก็ไปไกลสุดจนลับของจักรวาล    อีกไม่นานพวกเราคงได้พบกันใหม่  แต่ก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ ฉันสัญญา ฉันจะมารอพวกเธอที่นี่เมื่อถึงเวลา ลาก่อน "
   
ก่อนที่ดวงดาวแต่ละดวงจะลาลับขอบฟ้าหายไปทีละดวง


ก่อนที่ผมจะได้ดูหนังเรื่องนี้ต้องบอกก่อนว่า เห็นโปสเตอร์ของหนังมันทำให้ผมอยากที่จะไปหามันมาดูให้ได้  และแล้วผมก็ได้ดูหนังเรื่องนี้สมใจ

               Night time of picnic พูดถึงเรื่องราวของนักเรียนมัธยมปลายที่มาถึงช่วงสุดท้ายของวัยนึง กำลังจะผ่านวัยนั้นไปสู่อีกวัย  ทั้งหมดได้เข้าร่วมเทศกาล การเดินมาราธอนของโรงเรียนเป็นระยะทางทั้งสิ้น 80 กิโลเมตร


ถือได้ว่าเป็นหนังแนว coming of age ที่เล่าเรื่องราวได้อย่างง่ายๆ แต่สวยงามพูดถึงการเดินมาราธอน
ก็เปรียบกับการที่พวกเขากำลังจะก้าวข้ามผ่านวัยนั้น ผมว่าวัยรุ่นมันเป็นวัยที่น่าจดจำ มันมีอะไรมากมายที่ใหพูดถึง การที่ได้เข้าร่วมการเดินมันก็เหมือนกับการได้สัมผัสถึงประสบการณ์สิ่งต่างๆที่เรามีต่อกันกับเพื่อนๆ มิตรภาพ การได้หยุดคิดทบทวนสิ่งต่างๆที่ผ่านมา ได้แชร์ทั้งทุกข์และสุข  การเข้าร่วมเดินมาราธอนยังเปรียบได้กับการได้ฟันฝ่าอุปสรรคขวากหนามร่วมกับเพื่อนๆ  ได้ก้าวข้ามผ่านไปด้วยกัน
ผมว่ามันเป็นหนังที่ให้กำลังใจ หนังมองโลกในแง่ดี   พอถึงเส้นชัยบางคนก็ดีใจ มันก็เหมือนพวกเราได้ก้าวผ่านจุดนั้นมาแล้ว  แต่มันก็น่าใจหายที่ถึงเวลาแล้วที่จะต้องแยกจากกัน ไปตามทางที่แต่ละคนใฝ่ฝัน


ฉากต่างๆในหนังถือว่าทำให้ผมรู้สึกอินร่วมไปกับตัวละคร ท้องฟ้าในยามค่ำคืน    มีหมู่ดาว  การเดินบนถนนของคณะนักเรียน  มันสวยงามจริงๆ แต่ว่ามันอาจทำให้คนดูน่าเบื่อซักหน่อยสำหรับคนที่ไม่ค่อยชอบหนังแนวนี้เพราะว่ามันไม่ได้เล่าอะไรที่ตื่นเต้น เรียกได้ว่าเหมาะกับการดูเพลินๆ แต่ส่วนตัวผมแล้วกลับชอบหนังเรื่องนี้เอามากๆ


คะแนน A+