วันศุกร์ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

" หน้าต่างบานแรก " An education

An education



(U.K,2009,,   Lone Scherfig)


" หน้าต่างบานแรก "



บทวิจารณ์ และ วิเคราะห์


หนังเคยเข้าชิงออสการ์ในสาขาถ่ายภาพยอดเยี่ยมเมื่อปี 2009
ว่าด้วยเรื่องของ อีเด็กสาวไฮสคูลผู้ร่าเริงวันนึงโลกของเธอเปลี่ยนไปเมื่อพบกับ ชายหนุ่มวัยกลางคน เธอหลงไหลไปกับเขา .......

ถือเป็นหนังรัก coming of age ที่ทำออกมาได้งดงามมหาศาล เราได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของ ตัวละครเด็กสาวที่เริ่มจะถลำลึกเข้าไปในโลกของผู้ใหญ่ พูดง่ายๆหนังเรื่องนี้คือ หนังที่ว่าด้วยความรักในวัยเรียน เรียนไปปวดหัว มีผัวดีกว่า อารมณประมาณนั้น สิ่งที่หนังนั้นทำและถ่ายทอดออกมาได้อย่างเข้าถึงอารมณ์ตัวละคร เราเห็นการเปลี่ยนแปลงทางด้าน ความคิด ของเธอ การหมกมุ่นอยู่กับโลกอันแสนโสภา วัตถุสิ่งหรูหรา การฟังดนตรีฝรั่งเศส การอ่านวรรณกรรมคลาสสิค หรือ การมีรสนิยมที่ฟู่ฟ่าใช้ของนอก การรังเกียจชีวิตธรรมดาที่บ้านเกิด เธอบอกเรียนจบมามีงานทำแล้วไงต่อ ? สู้จับผช รวยๆแต่งงาน ไปเป็นเจ้าหญิงในปารีสไม่ดีกว่าเหรอ เมืองนี้ไม่น่าอยู่ ไม่มีศิลปะชั้นสูง มีแต่เรียน เรียน และก็เรียน
สิ่งโสภาหลอกลวงพวกนี้กำลังพาเด็กสาวธรรมดาให้เดินหลงทางอยู่ ฉากที่ผมชอบมาก ตอน เจนี่ นั้นเข้าไปฟังเพลง You've Got Me Wrapped Around Your Little Finger ในงานคอนเสริตเพลงคลาสสิค นี่แสดงถึง การที่เธอกำลังตกอยู่ในภวังค์และกำลังล่องลอยปลิดปลิวไปกับเขา


นอกจากหนังนั้นยังสอนชีวิตเด็กวัยรุ่นที่หลงทางแล้วนั้น ยังสะท้อนคุณค่าการวางตัวเป็นกุลสตรี ในหนังบอกว่า ถ้าเกิดสวยแต่โง่ไม่มีใบปริญาตรี ไม่มีความรู้ ผู้ชายคนไหนจะเห็นค่าจริงๆ อย่างกับประโยคสุดคลาสิคที่คนชอบพูดกันว่า "เจ้าชายมีแค่ในนิยาย" นี่มันโลกความจริงตื่นเถอะ เจนนี่
เรื่ององค์ประกอบงานศิลป์นี่ไม่ต้องพูดถึง ฉากริมน้ำที่ปารีสนั้นสวยงามมุ๊งมิ๊งสุดๆไปเลย หนังนั้นค่อนข้างใส่ใจทำออกมาได้อย่างดูปราณีต คล้ายๆการอ่านวรรณกรรมเรื่องรักใคร่อันผิดทางของเด็กหญิง ก่อนจะรู้ว่าอีกที่ว่า หน้าต่างบานแรกที่เธอได้ลองเปิดไปมันไม่ใช่สิ่งสวยงามอย่างที่เธอเคยคิด แต่หน้าต่างบานนั้นก็เป็นเหมือนบทเรียนราคาแพงที่สอนชีวิตให้กับเธอ ก่อนที่เด็กสาวจะก้าวเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ไปเจอโลกอะไรอีกมากมาย


ปล แครี่ มุลิแกน เจ๊แกถ่ายทอดอารมณ์สีหน้าแวตาได้เทพมากก อินมากกก
โดยรวมเป็นหนัง coming of age ที่ผมคาราวะมากกก


ระดับความชอบ A

วันอังคารที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

ความหวังของดอกไม้ป่า The song of sparrow

                      The song of sparrow     


               
(Iran,2008, Majidi Majidi )

"ความหวังของดอกไม้ป่า"   


บทวิจารณ์ และ วิเคราะห์

ถ้าจะพูดถึงวงการหนังอย่าง ประเทศอิหร่าน อุตสหกรรมด้านภาพยนตร์ของเขาก็มีหนังเล็กๆ หนังรางวัลดีๆอยู่หลายเรื่องเหมือนกัน  เราดูได้มีโอกาสดูจริงแค่ 3 เรื่องเท่านั้น   Children of heaven, A separation, แล้วก็  The song of sparrow  แล้วก็พบว่าทั้งสามเรื่องนั้นมี สองเรื่องที่โทนคล้ายๆกัน พูดถึงสังคมชนชั้นกลาง เกือบล่างที่ต้องต่อสู้ดิ้นรนเรื่องความยากจน  นั่นคือ  Children of heaven กับ  The song of sparrow ส่วน a separation  เป็นการวิภากษ์สิ่งที่เรียกว่าความถูกผิดของมนุษย์   


(Struggle for Existence)  

หมายถึงการดิ้นรนต่อสู้กับความยากลำบากเพือการอยู่รอด   ในหนังตระกูลนี้ที่เราชอบก็พวก  Beijing in bicycle ของจีน  จะว่าไปมาเทียบกับ The song of sparrow นั้นละม้ายคล้ายกันตรงที่ ตัวละครใช้พาหนะคู่กายในการทำมาหากิน เป็นสิ่งที่ใช้ต่อสู้เพื่อการมีอยู่ในแต่ละวัน  เพียงแต่ The song of sparrow ให้ความหวังกว่ามาก   ในขณะที่ beijing in bicycle ตัวละครหลักนั้นไม่มีครอบครัวมาเอิ้อหนุนเลย  



เรื่องมันพูดถึง ครอบครัวนึงในชนบทเล็กๆของอิหร่าน ทีหัวหน้าครอบครัวเลี้ยงนกกระจอกเทศ เลี้ยงชีพ เข้าใจว่าเป็นปศุสัตว์ เก็บไข่ก็กินมั่ง ขายมั่งประมาณนี้  ครอบครัวประกอบด้วย ภรรยา และ ลูก 3 คน  คนเล็กสุดผู้หญิง  คนกลาง เด็กชายทีมีความฝันอยากเลี้ยงปลาในบ่อ  และ พี่คนโตสุดที่มีปัญหาด้านการฟังเสียง  ที่กำลังจะเข้าศึกษาต่อ ต้องใช้เครื่องช่วยฟัง  เป็นปัจจัยทั้งหมดของหนังเรื่องนี้เลย  
หนังสะท้อนถึง ความเป็นชนบทได้ค่อนข้างดี  การกินอยู่ในแต่ละวันอันแสนเรียบง่ายของคนที่นี่  เลี้ยงสัตว์ เก็บผัก ขายดอกไม้  ทำให้เราเห็นความสุขของคนเรามันงดงามแบบนี้นี่เอง  ไม่ต้องไปแข่งขันมาก 
แค่ดิ้นรนไม่ให้ลำบากมากก็พอ  เราเลยมองเห็นถึงการสร้างความสุขของคนเรานั้นว่ามันสามารถสร้างได้ทุกที่ ไม่ต้องไปไกล จะที่ไหนเราก็มีได้ แค่เราคิดว่ามีมันก็สุขแล้วครับ  



การมองเห็นความดิ้นรนของผู้ยากไร้ ไม่ว่าจะสังคมเมือง หรือชนบทเรายังเห็นการตะเกียกตะกายของมนุษย์เราทุกที่  การแย่งงานต่างๆ เพื่อเลี้ยงชีพ   

การมองเห็นความหวังไกลๆ ของผู้คน  จากบ่อโคลน น้าคำสกปรก เป็นบ่อปลาที่สะอาด  เราเลยคิดว่าเออทุกอย่างมันเปลี่ยนได้เว้ย ถ้าคนเราเชื่อและจะทำมันจริงๆ 


รวมถึงยังมีเรื่องของศาสนา ความเชื่อต่อพระเจ้าอัลเลาะห์ การทำดี ความซื่อสัตย์ต่อตนเอง อีกด้วย เมื่อทำดีจงยึดมั่นเดี๋ยวสิ่งดีๆก็จะตามมา  ถึงจะจนตรอกไงก็ไม่เอาเปรียบ  


รวมๆหนังปลอบประโลม และให้กำลังใจคนสิ้นหวังมากๆ  ว่าดอกไม้ที่มาจากป่าใช่ว่ามันจะสกปรกไปตลอด มันอาจจะเกิดในสิ่งแวดล้อมที่ดูเปรอะเปื้อนบ้าง ไม่สวยงามเหมือนดอกไม้ในเมือง  มาจากทุนที่น้อยกว่า ต่ำกว่า แต่เมื่อวันนึงดอกไม้ป่าโตขึ้นเรียนรู้ที่จะอยู่ยังไงให้รอด มันก็สามารถผลิใบที่สวยงามได้อยู่เหมือนกัน แค่อย่าทำให้ตัวเองเฉาตาย จงอยู่อย่างมีหวังนะเจ้าดอกไม้ 

คะแนน B


วันอาทิตย์ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

" เมื่อประวัติศาตร์ของอดีตถูกปัจุบันกดทับ สิ่งที่เหลืออยู่คือความลางเลือน" Snap

Snap



(Thailand,2015, คงเดช จาตุรันรัศมี )


" เมื่อประวัติศาตร์ของอดีตถูกปัจุบันกดทับ สิ่งที่เหลืออยู่คือความลางเลือน" 


บทวิจารณ์และวิเคราะห์ 


หนัง nostalgia สุดขีด ทำให้เราคิดถึงโมงยามตอนเราเรียนพวก ม ปลาย จัง สิ่งต่างๆในหนังมันพาเรากลับไปบรรยากาศแบบนั้นจริงๆ โต๊ะเรียนเขียนด้วย liquid โรงยิมที่มีเสียงเด็กเล่นกีฬา ร้านจักยานเก่าๆ ร้านถ่ายรูปของคุณเพื่อนพระเอก โหแล้วก็พบว่ามันงดงามมาก ยิ่งเพลงในหนังเป็นเพลงที่ fat radio กำลังบูมๆในช่วงปี 2002-2004 แต่งงาน moor , bakery อยากหลับตา , ยอม p.o.p โห โครตได้ฟิวเลยครับ มาเต็มจริง เหมือนได้นั่งฟังเพลงจากวิทยุเก่าๆแล้วอัดเพลงพวกนั้นใส่เทป cassette จริงๆ ตอนนั้นเป็นอะไรที่มีความสุขมาก รู้สึกว่าการฟังเพลงที่เราชอบแต่ละเพลงโครตมีค่า ต้องรอให้ดีจคนโปรดเราเปิด  เราว่ามันมีเสน่ห์ไม่เหมือนสมัยนี้ที่เพลงนั้นถูก search ผ่าน google, youtube  หาฟังง่ายมาก  เราว่าความเก่ามันดีตรงนี้  

อดีตไม่ใช่ประวัติศาสตร์ของความทรงจำที่สวยงามเสมอไป เมื่อเรานึกถึง อดีตถูกคนเราหลงลืมไปและบางครั้งก็ยังถูกปัจุบันและกาลเวลกดทับ เท่ากับว่าเรื่องราวในอดีตนั้นกำลังจมหายไปเรื่อยๆ จนไม่มีให้จดจำในที่สุด ความเว้าแหว่งของโมงยามต่างๆในอดีตมีมาก จนบางครั้งไม่สามารถประติดปะต่อภาพในวันวานได้ มันดูพร่าเลือนไปหมด

แม้กระทั่งรุปถ่ายของผึ้งและบอยใน aquarium ที่พยายามปะติดปะต่อและเชื่อมโลกของการมีอยู่ในการชดเชยโมงยามที่เคยขาดหายไป ของพวกเขาก็ยังจะโดน delete ไปจากมือถือผึ้งอีกครั้ง


จะว่าไป Snap เป็นการมอง โมงยามของผึ้งและบอยที่ถูก delete ถึงสองครั้ง ครั้งแรกเป็นเหตุการณ์เมื่อ 8 ปี ตอนเขาเรียน ผึ้งต้องย้ายไปกรุงเทพเพราะคำสั่งทางราชการของพ่อเธอ ทำให้เธอต้องย้ายโรงเรียน ไม่มีรูปในหนังสือรุ่นในกลุ่มเพื่อน เป็นการ delete แบบภาพยังไม่หายทีเดียว เหตุการณ์สองคือ ตอนที่บอยได้ reunion กลุ่มเพื่อนและผึ่งอีกครั้ง เพราะต้องมาถ่ายรูป pre wedding ให้เพื่อนในกลุ่มที่จันทบุรี ปัจจุบันผึ้งจะแต่งงาน และรูปที่ถูกถ่ายในมือถือผึ้ง ในฉากที่ทั้งสองไปที่ตู้ปลา นั้นเป็นแค่เศษเสี้ยวโมงยามเล็กๆในหนังของผึ้งและบอย กำลังจะถูกแทนที่ด้วย ภาพวิวาห์ในปุจุบัน
เหมือนกับว่าเหตุการณ์ที่พยายามจะปะติดปะต่อกันอีกครั้งระหว่างผึ้งและบอยนั้นไม่สำเร็จ มันได้ขาดหายไปตั้งแต่เมื่อ 8 ปีที่แล้วเกือบจะสมบูรณ์  เหลือแค่เศษโมงยามบางๆที่ถูกความทรงจำ snap ไว้ แต่เมื่อเวลาผ่านไปอดีตยังถูกปัจุบันกดทับอยู่ดี จนภาพที่เคย snap เอาไว้กำลังจะสูญสลายหายไปในที่สุด 

แค่ได้คิดถึงก็เป็นสุขใจแต่เอากลับมาไม่ได้แน่และผมเชื่อว่า มันจะค่อยลางเลือนไปเรื่อยๆ ตรงนี้มันโดนเรามาก เจ็บลึกๆ   

ปล พี่โทนี่ เล่นได้ดีมาก แกน่าจะรับบทหนังนิ่งๆเหงาๆแบบนี้เรื่อยๆนะ เราว่าสไตล์พี่แกดี อย่าไปเล่นเลย comedy อะ
น้อง อิงค์ ( เหงา เหงา) ก็โอเลยครับ น่ารักผ่าน55

คะแนน A


วันพฤหัสบดีที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

จงรักเขา ให้เหมือนที่เรารักตัวเอง The Blind side

 The Blind side


(U.S.2009,John lee hancock )



"จงรักเขา ให้เหมือนที่เรารักตัวเอง"   



บทวิจารณ์ และ วิเคราะห์


หนังสร้างจากเรื่องจริงของ  ไมเคิล ออร์ นักอเมริกันฟุตบอลผิวสี ตัวใหญ่   เขาเป็นเด็กหนุ่มตัวใหญ่ ผิวดำ ถ้ามองดูผิวเผิน น่ากลัว ไม่น่าคบหา  มาจกครอบครัวแม่ติดยา  อยู่บ้านข้างถนน hang out อยู่กับเพื่อนๆ กุ๊ย พวก rap ผิวสี พวก street life  เมื่อแม่หายไป เขาก็เดินออกมาในสภาพที่ไม่เหลือใคร วันหนึ่งไปเจอ  ครอบครัวชาวคริสต์ผิวขาร่ำรวย อุปการะไปเลี้ยงดู

หนังพีคมาก พีคถึงขั้นทำเราเอาหัวใจพองโต และซาบซึ้งไปกับ ครอบครัวใหม่ของเขาตลอดทั้งเรื่อง เป็น 120 นาทีที่มีความสุขมาก   และทำให้เห็นถึงค่าการให้โอกาสเพื่อนมนุษย์ด้วยกันว่ามันยิ่งใหญ่มากเพียงใด  ยังสะท้อนไปถึงหลักของศาสนาคริสต์ที่ว่า  จงรักเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน


ความแตกต่างระหว่างบุคคล

คนชายขอบ  (Fringe people ) =  คือกลุ่มของบุคคลที่ถูกกีดกั้นทางสังคม  เป็นคนนอก  พวกผิวสี  คนพิการ  คนเร่ร่อน  คนต่างด้าว พวกลักเพศ ก็ยังใช่  

คนใน =    คนรวย คนรูปร่างดี   การศึกษาสูง  พวกคนขาว ในสังคม คนผิวขาวถูกเชื่อ มาจากตระกูลดี  เป็นคนมีการศึกษา  

เมื่อสังคมถูกแบ่งจากคนสองกลุ่ม  คนนอกที่เดินอยู่ในเส้นนอกเล็กๆของตัวเอง  ไม่มีโอกาสเข้ามาในวงกลมของคนในได้  ถ้าเข้ามาก็เป็นพวกตัวประหลาด ถูกติฉินนินทาต่างๆ   เหมือนหนังเรื่อง 12 years salve ทีทำการ วิภากษ์คนนอก คนผิวสี ว่าเหมือนพวกทาส  มาจากชนชั้นต่ำต้อย  The blind side  คือ การดึงเอาคนนอกเข้ามาในวงของคนใน   


การศึกษาโรงเรียน โอกาส

โรงเรียนเป็นเหมือนสถาบันบ่มเพาะเด็ก เด็กทุกคนไม่ว่าจะมาจากไหน พวกเขาควรมีพื้นทีและให้โอกาส   เท่าๆกัน คนไอคิวสูง หัวดี  คนหัวขี้เรื่อย  ทุกคนสามารถที่จะพัฒนาได้  ความเก่งก็อาจคนละด้าน  เก่งตัวเลข  อีกคนเก่งภาษา อีกคนดนตรี  หรือบางคนกีฬา  แม้กระทั่ง เด็กพิเศษ กับ เด็กธรรมดาต้องอยู่ร่วมกันให้ได้  อย่าไปคัดแยกว่า ไอ้นี่พิเศษ มึงต้องไปกับพวกพิเศษ มันจะทำให้เด้กเกิดปมด้อยติดตัวไป  




Racism  (การเหยียดสีผิว)

ประเด็นการเหยียดผิวที่อเมริกา  สะท้อนความโหดร้ายความชิงชังเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน  พวกผิวขาวทำตัวเป็นราชา เป็นเหมือนพวกราชสีห์ที่คอยข่มเหงกรีดเลือดเนื้อของ คนดำ คนดำเหมือนกลุ่มสัตว์เล็กที่ถูกล่า ซึ่งในปัจุบันถือว่ามีให้เห็นน้อยลงแต่ยังมีอยู่บ้าง ในหนังตอนแรกจะเห็นได้ว่า ตอนที่  บิ๊กไมค์ เข้าไปโรงเรียนที่มีแต่คนขาว ซึ่งแน่แน่นอน เขาถูกมองว่า แกะดำ หนำซ้ำยังโดนพวกอาจารย์พูดว่า ไอ้เด็กอ้วนดำคนนี้ไม่มีทางเก่งได้หรอก    บิ๊กไมค์ เป้นตัวละคร ที่ทำหน้าที่เป็น คนนอกอย่างสมบูรณ์แบบ (คนอ้วน, ผิวดำ, ไม่มีประวัติ, ยากจน
ครบคุณสมบัติ 

 แต่หนังนั้นให้กำลังใจคนนอก และบอกเราว่า คนนอกสามารถอยู่และมีชีวิตร่วมกับคนในได้อย่างปกติ  ศาสนาคริส ยังถูกมองว่าเป็นเครื่องมือที่ทำลายกำแพงความต่าง ของมนุษย์เราได้  แต่ก็อยู่ที่คนจะศรัทธาอีก  เราจงมองเขาให้เหมือน เรากำลังมองตัวเราเอง     จงรักเพื่อน ให้เหมือนรักเรา  แค่นั้นชีวิตเราก็จะมีความสุข

ถือเป็นภาพยนตร์ที่ให้กำลังใจเพื่อนมนุษย์ผู้ตกยากได้เป็นอย่างดี  มันกินใจเหลือเกินสำหรับเรา 


คะแนน  A

เสียงเรียกในวันวาน The Case of Hana and alice

The Case of Hana and alice




(Japan,2015,Shunji iwaii)


" เสียงเรียกในวันวาน "


บทวิจารณ์ และ วิเคราะห์


อบอุ่นและจับจิตอย่างมาก เรารู้สึกเหมือน ได้นั่ง time machine กลับไปตอนที่เราดู versionภาพยนตร์ เรื่องนี้แรกๆ มันสวยงาม และ ละมุนละไมไปหมด เสียงเปียโน ฉากที่ อลิซ เต้นบัลเลย์ฉากแรกก็ทำเราละลายแล้วหละ

อันนี้เป็น แบบฉบับ animation เอาจริงเนื้อเรื่องมันเป็น เรื่องราวและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อน ภาค version นักแสดงจริงซะอีก 
พูดง่ายๆ มันคือ side story เล่าถึงความสัมพันธ์ของ คุณ อลิซ กับ ฮานะ ก่อนที่จะมาเป็นเพื่อนซี้ชมรมเต้นบัลเลย์ด้วยกัน
หนังดูเพลินดีจัง ลายเส้นการ์ตูนเราก็ชอบมาก มันยังมีความตลกน่ารักในแบบ comics high school ใสๆ อีก

การเปรียบเทียบพัฒนาการของตัวละคร ทั้ง hana กับ alice ในแบบภาคนักแสดง และ ฉบับ การ์ตูน
Alice

น้องอลิซแบบการ์ตูนนี่ เราไม่อยากเชื่อเลยว่า เป็นภาคนักแสดงแล้ว จะดูเรียบร้อยผิดหูผิดตา เพราะไอ้ version นี้ เธอโครตจะแสบ และร้ายหาตัวจับยาก มาก เตะต่อยและไม่ยอมคน
ถ้าเกิดว่าตามจริง อลิซในแบบนักแสดง 2004 อาจดูเหมือนจะเป็นตัวละครที่สามารถปรับสภาพแวดล้อม ความเป็นอยู่ในโรงเรียนกลมกลืนกับเพื่อนได้ แล้ว ใจเย็นและอ่อนโยนขึ้น

Hana
ตัวละคร ฮานะ ดูลึกลับดีในตอนแรกๆ แล้วเราก็ค่อยๆหลังรักเธอ ใน version นักแสดง เรามองว่า เธอบุคลิกออกแนวเป็น พวก stalker แต่แรกๆแล้ว จะแอบชอบผู้ชาย พูดง่ายๆ เราว่ามันใจแตกกว่า อลิซนะ แต่เอาจริงคุณ ฮานะ นี่เรามองว่าข้างในจะดูเหมือนอ่อนไหว กว่า อลิซ ซึ่งเรามองว่าอลิซเธอดูแข็งแกร่งกว่า
รวมๆพูดเลยถ้าใครดูแบบ version หนังมา ดูการ์ตูนจะอินเป็นพิเศษเหมือนกับเรา แต่ถ้าใครไม่เคยดู version หนังมาก่อน มาดูอันนี้ก่อนก็เข้าทางไปอีกแบบเพราะเนื้อเรื่องมันเริ่มมาจากภาคการ์ตูนนี้แหละ

คะแนน A

ถ้าเราผ่านความกลัวไม่ได้ เราจะไม่เห็นความสวยงาม The Good dinosour

      The Good dinosour    



(U.S , Peter sohn ,2015 )


"ถ้าเราผ่านความกลัวไม่ได้  เราจะไม่เห็นความสวยงาม"  


บทวิจารณ์ และ วิเคราะห์


เฮ้ย สนุกดีเหมือนกัน แถมกินใจเราพอสมควร มีน้ำตาร่วงด้วย แต่ไม่ถึงกับ แบบ inside out นะยังไมถึงเบอร์นั้น

พูดถึง theme หลักของหนัง คือ การก้าวข้ามผ้่านสู่วัย และ การสนับสนุนของ ความกล้าและความกลัว
ความกลัว (Fear ) ธรรมชาติของมนุษย์แล้วนั้น ความกลัวถือว่าเป็นอารมณ์นึงที่มีปฎิกริยาตอบสนองเราให้คิด รับรู้ว่า ต้องระวัง
ฉันจะทำแบบนั้้นไม่ได้ แต่ถ้ามนุษยชาติเราไม่มีความกลัวละจะเกิดอะไรขึ้น คงมีแค่ผู้กล้าเต็มไปหมด ไม่ก็วนเวียนแต่กับความตาย แน่นอนมนุษย์เราต้องตาย แต่ถ้าไม่มีความกลัวมนุษย์ก็อาจไปสู่ความตายก่อนวัยที่ควรจะเป็น

ความกล้า (Brave) คือ อารมณ์ที่ห้าวหาญของมนุษย์ที่เดินผ่านความกลัวไปแล้ว
ก้าวผ่านสิ่งนั้นไปได้ ฉันไม่กลัว มาสิ รอรับมือ แต่ว่าอารมณ์สองสิ่งของมนุษย์จะต้องมีสองอย่าง และไม่สามารถมีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเดินแยกออกจากกันได้ กลัวได้แต่อย่าขี้ขลาด กล้าได้แต่ต้องมีสติ


ด้านงานภาพ พูดครงๆ ว่าสวยทุกฉาก
การดำเนินเรื่องเอาตามจริงมันเข้าไปในข่ายหนังเด็กเลย ไม่ได้ซับซ้อนและเหนือชั้นเหมือน inside out แต่ความเก่งหนัง pixar ช่วงๆหลัง สามารถทำลาย ความเปราะบางของอารมณ์คนดูได้ง่ายมาก พูดง่ายๆ คนดูจะรับรู้และรู้สึอินไปกับมัน บางครั้งตัวละครไม่ต้องพูดแต่ทำผ่านการกระทำสีหน้า ก็เพียงพอแล้ว
สิ่งที่ชอบหนังเล่าผ้านตัวหลักทั้งสอง ที่มุ่งให้ความสำคัญเกี่ยวกับความสัมพันธฺครอบครัว จุดนี้โดนใจเราเต็มๆ

คะแนน B+
                            

วันพุธที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

กุ้งยักษ์ผู้รักนิรันดร์ Lobster

 Lobster  



(Greece,2015,Yogros Lanthimos )



กุ้งยักษ์ผู้รักนิรันดร์  



บทวิจารณ์ และ วิเคราะห์

ลกของผู้กำกับคนนี้คงเป็นโลกที่แปลกประหลาดและโหดร้าย และคงไม่มีใครอยากที่จะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในโลกของเขา
Yorgos Lanthimos ผู้กำกับหนังชาวกรีก ที่ผุดหนังสุดเพี้ยน อย่าง dog tooth เมื่อหลายปีก่อน จนสร้างชื่อในเวทีคานส์มาแล้ว มาคราวนี้แกยังคงจิกกัดเย้ยหยัน ได้เจ็บแสบเหมือนเดิม ว่าแต่ความดิบคงไม่เท่าเรื่องก่อน ยังมีความโรแมนติกผสมไว้ด้วย เอาจริงเราชอบเรื่องนี้มากกว่า รู้สึกว่า บรรยากาศสภาวะ แวดล้อมตัวละคร ไม่ได้ถูกจำกัด space ไว้จนมากเกินไปเหมือน dog tooth เรื่องก่อนอึดอัดมากไม่ชอบเลย

สิ่งที่ต้องชมคือการแหวก concept หนัง แบบการตั้ง rule ขึ้นมาเท่ๆ โรงแรมนี้หาคู่ให้คุณนะ เรามีเวลาให้ท่านประมาณนึง ถ้าหาไม่ได้ ท่านก็ต้องถูกแปรสภาพเป็นสัตว์ ตามที่คุณเลือก เออเว้ย เราว่าหนังมันเจ๋งตรงนี้ ไม่ค่อยมีใครคิด และ rule ในหนังที่บอกกับตัวละครต้องทำ ตามแบบนี้ แบบโน้นนะ มันไม่ได้แบบว่า ตายตัวเหมือนพวก battle royal หรือเรื่องอื่นๆ ที่คนดูคงจะเดาได้ว่า เป็นการ set โลกของการสู้กันเพื่อนอยู่รอด คนชนะคือคนอยู่รอด
แต่ตรงนี้ไม่ใช่ หนังมันสามารถพาเราไปไกลกว่านั้น

ความโสดถูกหยิบยกเอามาเล่น ไม่ได้เอามาเล่นในบรรยากาศแบบหนังหว่องนะ แต่ lobster เป็นการชิงชังความเหงา สิ่งที่เป็นคี่ ต้องการจิกกัด คนเหงามากกว่า พูดง่ายๆว่า ต้องการว่า คนไม่มีคู่ เป็นเพียงสิ่งไร้ค่า ไม่มีค่าพอที่จะเป็นมนุษย์ได้ ต้องเป็นแค่สัตว์ ตรงนี้ฉุกคิดดูแล้วมันสะเทือนใจอยู่พอสมควร พระเอกอยากเป็น lobster นั่น เดาว่า การเปรียบ สัตว์ lobster คือกุ้งยักษ์ มีเซล์เดียว ฆ่าไปอาจไ่ม่เจ็บ ถ้าเจ็บก็น้อยมาก ไม่เหมือนพวกสัตว์ใหญ่ พูดง่ายๆอยากแปรสภาพเป็นพวกสัตว์ไม่มีหัวใจ ไม่อยากรับรู้ความเหงาต่อไป ตรงนี้เราเดานะ แต่ความไม่แฟร์ที่คนโสดเกลียดหนังเรื่องนี้ตรงที่ว่า ทำไมหนังต้องเอาความโสดมาเล่น ทำไมโสดจะมีความสุขไม่ได้ ต้องมีคู่ตลอดเหรอ ตรงนี้เราว่าแล้วแต่คนจะมอง แต่เราว่า ผู้กำกับคนนี้คงจะมองอะไรร้ายๆพอสมควร บรรยากาศแปลกๆก็โผล่มาให้เห็น เช่นฉาก ที่พวก คนเหงาเต้นรำกลางป่า


ตัวละคร พระเอกมาเล่นบทนี้ เป็นชายเหงาๆ หน้าตาย ตรงนี้เราว่าตอบโจทย์บรรยากาศ plot มาก ตรงนี้เราว่าผู้กำกับเลือกคาแรกเตอร์เหมาะ พูดน้อยๆ แต่ให้เรารู้สึกเอง
สรุปชอบมากกว่า dog tooth เท่าตัวเลย

คะแนน  A