วันจันทร์ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

ความกดดันจากสังคมเมือง Office

 Office



ความกดดันจากสังคมเมือง 

(South Korea,2015,Hong Won-Chan )



บทวิจารณ์และ วิเคาระห์

ดีกรีหนังถูกเปิดในงาน ปาล์มทองคำด้วย เป็น Nightmare screen World Premiere และถูกไปฉายใน Busan film festival อีกด้วยนะ
เกือบจะเป็น confession เวอร์ชั่น เกาหลีแล้ว ในแง่ความรุนแรง จิต แต่ไปมาก็พบว่าหนังยังมีช่องโหว่แหว่งหลายตรงที่ไม่นำพาไปถึงขั้นนั้นครับ แต่ถ้าในแง่การแสดง คุณน้องนางเอก หน้าป่วยนี่ชนะเลิศไปเลย น้องเล่นได้ดีมาก ให้อารมณ์ ยิ่งตอนที่นางองค์ลงนี่ น่ากลัวหลอนสุดๆ ไปเลย ต้องชมที่อีตาผู้กำกับแกเลือกเฟ้นได้เหมาะจริงๆ
ความแรงในหนังผมว่าหนังทำได้ค่อนข้างดี กดดันคนดูได้พอตัวเลย หนังยังสะท้อน ระบบการทำงาน ความเป็นอยู่ของสังคมเมืองว่า เต็มไปด้วยความแข่งขัน ความเครียด ความกดดัน ที่หนุ่มสาวอฟฟิสประสบ นี่คือเหตุผลว่าทำไม คุณภาพชีวิตการทำงานของคนพวกนี้นั้นถ้าเทียบกับ การทำงานในต่างจังหวัดแล้วนั้น ต่างกันมาก อัตราการฆ่าตัวตายของประชาการสังคมเมืองก็สูงกว่า
ช่องโหว่ที่ผมมองเห็นคือ การไม่ make sense ในแง่ของเหตุการณ์ในหนังที่หนังต้องการเล่าถึงและผลลัพธ์ที่ตามมา มันดูไม่คล้องกันเท่าไหร่ เท่ากับไอ้ตัวละคร คุณตำรวจนี่เหมือน จะเป็นตัวชูโรงสืบสาวเอาจริงจัง แต่ไปมาเท่ากับการหลอกคนดูและมองว่า ตัวละครตำรวจไม่ได้มีค่าที่หนังจะยกให้เป็นตัวเอกขนาดนั้น คือไม่มีบทสรุปที่ชัดเจนกับฆาตรกร
ปล คุณพนักงานหน้าสวยที่เข้ามาใหม่นั้น ตอนแรกแอบคิดว่าเป็น ยู อาโอ อิ มาเป็นพนักงานญี่ปุ่นเข้ามาลองงานในโซล ไปมาไม่ใช่นี่หว่าแค่หน้าเหมือน พอรู้ไม่ใช่ she เราหมั่นไส้ทันที 555 นางเอกมึงฆ่ามันด่วน

คะแนน  B


ความโดดเดี่ยว ทำเราแข็งแกร่ง " The Boy and the beast

The Boy and the beast   



" ความโดดเดี่ยว ทำเราแข็งแกร่ง "



(Japan,2015,Mamoru Hosoda)


ถ้าหากมนุษย์พัดหลงไปเจอความโดดเดี่ยว แล้วอยู่กับมัน ผมเชื่อว่ามันจะช่วยสร้างความแข็งแกร่งขึ้นในตัวเอง หลายคนบอกความโดดเดี่ยวคือ ความระทมทุกข์ การที่ตื่นขึ้นมาแล้วพบตัวเองยืนอยู่บนโลกเพียงลำพังไม่มีใครนั้น เป็นสิ่งที่มนุษย์ไม่อยากประสบ จะช้าก็เร็วมนุษย์ทุกคนต้องอยู่คนเดียว เพราะฉะนั้นทำไมเราไม่สร้างภูมิคุ้นกันบางอย่างในตัวเรา มันเป็นอาวุธติดกายเมื่อตอนเราขับขัน จงอย่าร้องไห้ในวันที่ไม่เหลือใคร จงสู้กับมัน โลกนี้ยังสามารถเปลี่ยนแปลงได้เสมอ อย่าติดแหงกกับวันเวลาที่ผ่านไป จงลุกขึ้นมา
นี่คือ ผลงานอนิเมชั่นเรืองแรกของค่าย Studio Chizu ที่ผมได้ดู ย้ำเรืองแรกเฉพาะค่ายนี้นะ ไม่เอาสตูดิโอ จิบลิ อันนี้คนทำก็เป็นพวกเครือญาติวนเวียนอยู่ในงานของ จิบลินั่นแหละ
เรื่องย่อก็พูดถึงเด็กคนนึงที่พัดพรากหลงมายัง โลกที่มีแต่สัตว์ มาเจอาจารย์เป็นหมาป่าตัวสีแดง บุคลิกของอาจารย์นี่ คือพูดง่ายๆไม่น่าคบหา สถล เถื่อน พูดจากักขระ รุนแรง แต่อยากได้มนุษย์เด็กคนนี้มาเป้นลูกศิษย์ ไอ้เด็กนี่ก็เลยตามไป มาเลี้ยงดูฝึกวิชา ความแข็งแกร่งต่างๆ

บทวิจารณ์ วิเคราะห์ 

ดูไปมาเราอินมาก ทำไมหนังมันสนุกจัง ไม่ได้มีแค่ ความสนุกแบบการ์ตูนกำลังภายในนะ มันมีประเด็น drama เยอะเลย พูดถึง ความโดดเดี่ยวที่มันเหมือนเป็นโลกที่คุ้นเคยระหว่าง ไอ้เด็กนี่ กับ อาจารย์ อาจารย์มันโตมาโดยไม่มีพ่อแม่ เด็กนี่ก็คราดจากพ่อมา แม่มันก็ตายไปแล้ว มันมีสิ่งเหล่านี้เชื่อมกันอยู่ แล้วหนังก็บอกเหมือนกับการต้องพึ่งพากันบ้างในบางสถานการณ์ ถึงควมโดดเดี่ยวฟูมฟักให้เราแข็งแกร่งจริง แต่ถ้าเราไม่ได้รับการสอนมา เราก็ยังไม่สมบูรณ์อยู่ดี เหมือนกับไอ้ตัวอาจารย์มันยังขาดอะไรไปในวิชาการต่อสู้ นั่นคือความอ่อนโยนที่มันขาด มันจะมีแค่ความรุนแรงไม่ได้ มันต้องประกอบกันหมด อย่างว่าตอนแรกต่างคนต่างมาไอ้หมอนี่มัน็ทะเลาะกับอาจารย์มันตลอด พูดง่ายๆ การที่ไม่รู้เขารู้เรา ต่างโลกต่างที่
หนังยังพูดถึง ด้านมือของคนเรา ใครๆก็มีด้านมืด ขึ้นอยู่เราจะนำมาใช้แบบถูกต้องเวลาไหน ถ้าเกิดว่าเรางัดมาใช้พ่ำเพรื่อ โลกนี้คงวุ่นวายไปหมด มันคงไม่ใช่สังคมประณีประณอมแน่ คงเข่นฆ่ากันหมด เราควรจะถ้อยทีถ้อยอาศัย หนังมันสอนเราตรงนี้ด้วย

คะแนน        A 

" สวัสดีคนแปลกหน้า " Finding Calico

Finding Calico 


" สวัสดีคนแปลกหน้า"

(Japan,2015,Yoshihiro Fukagawa )




บทวิจารณ์ และ วิเคาระห์



หนังเรื่องนี้เหมือนการมองเห็น สอง species ของสิ่งมีชีวิตระหว่างมนุษย์กับแมว ที่ทำเหมือน stranger ของกันและกัน แมวในหนังไม่ได้ผูกพันธ์คลุกคลีกับมนุษย์ ไม่ได้เป็นเจ้าชีวิตกันและกัน แมวในหนังทำหน้าที่ เพียงแค่ คนแปลกหน้าที่แวะผ่านมาทักทาย แล้วก็ผ่านไป สุดท้าย แมวคือคนแปลกหน้าที่ไม่ได้กลับมาหา คนแปลกหน้าอย่างมนุษย์ในเรื่องอีกเลย
แมวเหมือนเศษเสี้ยวของทรงจำของคุณปู่ที่เคยขาดหาย สุดท้ายคุณปู่ ทำการปะติดต่อความทรงจำในส่วนลึก พยายามไขว้คว้าหยิบเอาชิ้นส่วนที่กำลังจะกระเด็นกระดอนและจางหายเหล่านั้นให้กลับมาอีกครั้ง แน่นอนในหนังตอนแรกคุณปู่ต้องการที่จะลบล้างความทรงจำที่เคยมีระหว่างแมวกับคุณยาย (ภรรยาปู่ที่ตายไป)
สุดท้ายเท่ากับคุณปู่ไม่สามารถที่จะหลงลืมเรื่องในวันเก่าๆได้ พอนึกได้อีกทีก็สายไปแล้ว

เราชอบที่หนังนั้นไม่ได้บูชา ความผุกพันธ์ระหว่างสัตว์กับคนมาก พูดง่ายๆแทบจะไม่มีเลย ดูแล้วรู้สึกถึงการให้คนเราได้ใตร่ตรองคุณค่าของชีวิตมากกว่า ชีวิตแมว ชีวิตคน บางสิ่งที่เคยเกิดขึ้นแล้วก็หายไป การเว้าแหว่งของโมงยามต่างๆ สัมพันธภาพที่ดูเหมือนไม่ปะติดปะต่อของผู้คน ตัวละครในเรื่องยังเหมือนคนแปลกหน้าซึ่งกันและกัน มาทำอะไรร่วมกันในช่วงเวลาหนึ่งสั้นๆ พอจบก็ต่างคนต่างไป พูดให้เข้าใจคือ หนังเรื่องนี้มันไม่ได้มีความชัดเจนในเรื่องของเวลาการอยู่ร่วมกันของตัวละครนัก มันไม่ได้ผูกพันธ์เหมือน always sunset มันสังคมแบบฉาบฉวยจริงๆ เรารู้สึกแบบนั้นเลย ดูแล้วมันก็ใจหาย ซึ่งผมมาคิดว่าหนังเรื่องนี้มันช่างเหงาจังเลยมนุษย์เรายิ่งตอนไม่มีใคร

คะแนน  B+

วันอาทิตย์ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

ในวันที่เสียงจั๊กจั่นซา Our little sister

Our little sister

ในวันที่เสียงจั๊กจั่นซา 



(Japan ,2015, Koreada )


บทวิจารณ์ และ วิเคาระห์

ดูเสร็จสารอารีนะลีนแห่งควาสุขหลั่งออกมา งดงามทุกซอกอณู สมกับเป็นหนังที่เรารอคอยมากที่สุดเรื่องนึงในปีนี้  โคริเอดะ นี่เขาเซียนในเรื่องของการหยิบแตะเอา details เล็กๆ มาทำให้มันสวยงามได้ เราชื่นชมมาก การเอาบริบทแวดล้อม ตัวละครต่างๆในหนังที่ทำให้คนดูค่อยๆหลงรัก ตัวละคร และแน่นอนครับ ผมอินทุกฉาก ไม่ได้เวอร์นะ มีหลายฉากหลังดูเสร็จต้องกอกลับไปดูใหม่ แล้วก็ยิ้มคนเดียว มองถึงความงดงามของสิ่งสวยงาม เหมือนที่ในหนังว่า ผมขอพูดได้เต็มปากว่า ผมคาราวะหนังเรื่องนี้ในแง่ของ ทัศนียภาพ ยิ่งฉากงานดอกไม้ไฟ แล้ว หนังจับภาพมุมสูงตอนกลางคืน เป็นเรือน้อยๆ ลอยอยู่บนแม่น้ำ ประกายไฟสีแดงจากดอกไม้ไฟ โห ฉากหยุดเวลาเราเลย


แล้วที่ชอบคือ ความสัมพันธ์ของพี่สาวน้องสาว มันจะมีกิจกรรมที่พวกเธอทำร่วมกัน ที่มองว่า แม่งโครตอบอุ่นเลย เหมือนเราได้ไปอยู่ในบ้านหลังนั้นจริงๆ เก่งตรงที่หนังเลือก สถานที่เป็นบ้านชนบทเล็กๆ ที่เต็มไปด้วย surrounding แบบธรรมชาติ เสียงจั๊กจั่นร้อง ต้นบ๊วยที่พวกพี่น้องทั้ง 4 สามารถมองออกไปจากริมหน้าต่างได้ บ้านไม้ทรงโบราณ ทุกอย่างมันดูเอื้อหนุนอารมณ์แบบนั้นไปหมด

โลกที่ตัวละครทั้งสี่ช่วยกันแบกเอาไว้  ในหนัง น้องเล็ก (ซึดสึ ) รู้สึกผิดในใจจิตใจมาตลอดท่มีส่วนทำให้ครอบครัวพี่สาวทั้ง 3 แตกแยก เพราะเธอมาจากแม่ที่มาแย่งพ่อของพวกเขาไป แต่เมื่ออยู่ในบบ้านของพี่ พี่ทั้งสามพร้อมที่รับจะรับฟังปัญหา สิ่งต่างๆ เหมือนพวกพี่ๆก็มาช่วยแบกโลกปัญหา แบ่งเบา น้องเล็กไว้ด้วย รู้สึกถึงความเอื้ออาธรต่อกัน ถึงจะไม่ใช่พี่น้องโดยสายเลือด แต่หนังเรื่องนี้ทำให้เราเชื่อว่าวาสัมพันธ์แบบนี้มีอยู่จริง เราชอบตรงนี้มาก 


ความเป็น traditional  Japan  

.ด้วยความที่หนังมีความเป็นญี่ปุ่นแบบสูงมากทั้ง  ประเพณีต่างๆ งานดอกไม้ไฟ  ร้านปลาทอดเก่าแก่  บ้านไม้  การทำเหล้าบ๊วยดอง  เสียงธรรมชาติ ชุดกิมิโน  อะไรพวกนี้ ทำให้เราได้ซึมซับบรรยากาศของญี่ปุ่นแบบนี้ด้วย 


ในแง่นักแสดง ตัวละคร 

- เรียกว่าเรื่องนี้เป็นการผสมผสานตัวละครจากหนังคุณน้า โคริเอดะเรื่องต่างๆ ยกมากันเป็นขโยง ไม่ว่าจะเป็น น้องชายสุดแสบ จากเรื่อง i wish หรือ คุณพ่อเด็กชาย จากเรื่อง like father like son หรือ คนอื่นๆ
ถามว่าชอบตัวละครพี่น้องคนไหนมากที่สุด 1 ,2,3 หรือ 4 สำหรับเราชอบหมด เรารู้สึกว่าทุกคนนั้นต่งออกไป


พี่สาวคนที่ 1 นางเอก (Cybrog she ) นี่แบบห่วงน้องรักน้องทุกคนนะ แต่ออกจริงจัง จู้จี้ ตามสไตล์ พี่คนโต ชอบทะเลาะกับพี่สาวคนรอง
พี่สาวคนที่ 2 นางเอก ( Nada sou sou ) เราว่าเธอเป็นลำยอง ในแบบผู้หญิงสมัยใหม่ ชอบดื่มเหล้า ลุคเปรี้ยว
พี่สาวคนที่ 3 นางเอก (Gentle breeze in village ) เอาจริงว่า เธอเปลี่ยนทรงผมแบบนี้เอาเราจำแทบไม่ได้ คนนี่ผมว่าดูไม่เด่นนะ เรียบๆ แต่จะออกไปทางเซอร์ลุยๆมากว่า
น้องคนนุชคนสุดท้อง นี่ เราว่าไคลแม๊ก เพาะมันเป็นตัวละครแก่นของเรื่อง เราว่ามันน่ารักในแบบเด็ก 15-16 ซึ่งใครได้ดูจะหลงรักตัวละครตัวนี้มาก
โดยรวมบอกได้คำเดียวว่า สิ่งสวยงามในชีวิตคุณจะขาดไปแน่ถ้าคุณพลาดการดูหนังเรื่องนี้ แนะนำแรงๆครับ


คะแนน     A+

" เพราะชีวิตคือชีวิต " Life

  Life




( U.s.a,2015,Anton Corbijn )



บทวิจารณ์ และ วิเคาระห์ 


ก่อนอื่นผมคงต้อง R.i.p ให้กับ Jame deans ดาราหนังวัยรุ่นในยุค 50 มา ณ ที่นี้ด้วยครับ แกน่าจะเกิดในยุคอย่างเราๆนะ มุมมองสำหรับผมพี่แกนี่ life style มันดูเท่จัง มีมี unique บางอย่างที่ทำให้ผมหลงไหล บุคคลคนนี้ และมันคงจะ Influence เด็กวัยรุ่นอย่างเรามาก ผมเชือว่าถ้าใครเกิดทันในยุคนั้น jame deans คงจะถูกจดจำเป็นอย่างมาก แกไม่ได้หมือนฮีโร่ในวงการบันเทิง ไม่ได้เป็น ลูกรักในวงการมายาเหมือน ดาราพระเอก ไม่ใช่ ณ เดช ไม่ใช่ มาริโอ้ หรือใครๆ พระเอกลูกโอ๋อยู่ในโอวาท มันมีความนอกคอก เกเรผสมอยู่ เราชอบดาราแบบนี้ บ้านเรานึกออกน่าจะเป็น พวก พี่ต๊ะ บอยสเกาต์ อะไรแบบนี้ ลุคดูแรงๆหน่อย มีความเป็น loser บางอย่าง คิดแบบไหนก็ก็ทำแบบนั้น มันดูเท่ดี ไม่เสแสร้ง เพราะนี่คือชีวิต จะไปอายทำไมวะ ถ้ากูจะถูกเรียกว่า ดารานอกรีต จริงมั้ย
ความดีงามของหนังคือ การพาคนดูอย่างเราไปเห็นชีวิตที่ผมมองว่านี่แหละชีวิตคนจริงๆ ไม่ต้องผ่านกระบวนการตกตะกอนใดๆ ผ่านตัวละครสองคน คนแรก ช่างภาพนิตยสาร life อีกคนก็ไอ้ จิมมี่ (เจมส์ดีน ) ไปมามันคือการไล่สำรวจความเป็นมนุษย์ของกันและกัน ทัศนคติที่มีต่อกันและกันของคนสองคน คนนึงช่างภาพ อีกคนนึงดาราที่อยู่ในคาบเกี่ยวคำว่าดัง เรียนรู้อะไรบางอย่างของอีกฝ่าย สิ่งที่ชอบมากคือ การได้เห็นสองอาชีพที่เรามองว่าน่าจะยืนอยู่ฝั่งตรงข้าม ดารา กับ ช่างภาพ ช่างภาพที่จริงไม่ได้แตกต่างจากพวกนักข่าวมาก เป็นพวกปลิง ที่ชอบเสาะโน่นเสาะนี่ กูมาเอารูปมึง กูได้ตัง ไอ้ ดาราเป็นเหมือน คนที่โดนปลิงดูดอีกที กูควรจะอยู่ห่างมึงไว้ ไปมากลับกลายเป็นว่าทั้งสองมันพึ่งพากันและกัน ประเด็นความดังผมไม่อยากพูดถึง ที่ต้องเอามาเป็นตัวล่อของ การทำมาหากินสองอาชีพ สิ่งที่ผมเห็นเต็มๆคือ การได้เรียนรู้มุมต่างชีวิตอีกฝ่ายที่อาจไม่เคยได้เห็น ซึ่งแน่นอนผมว่า คนธรรมดาได้ดูทีวี ไม่ได้ติดตามก็จะตีข่าว ด้านเดียว แต่นักถ่ายภาพลงไปเอง มันรู้อะไรมากมายจากดารา
ผมชอบฉากตอนที่ เจมส์ดีน กลับบ้านเกิดที่ อินเดียน่า ชีวิตในฟาร์มกับครอบครัว ญาติๆ ยิ่งตอนที่เขาเล่าเรื่องการจากไปของแม่ ให้ ช่างภาพฟังเราถึงกับสะทือนใจ แล้วเข้าใจแล้วว่า คำว่าหัวเลี้ยวหัวต่อ เป็นแบบไหน มันไม่ได้มีชีวิตที่เพียบพร้อม เลยเข้าใจที่มันดื้อๆ หัวรั้นกับ งานบ้าง เหตุผลนี้ก็ใช่ บวกกับความติสท์ส่วนตัว ทำให้เรายิ่งชอบ character ของคุณ เจมส์ดีน เป็นพิเศษ สำหรับผมดูหนังเรื่องนี้แล้ว คำถามตามมาคือสิ่งที่มนุษย์เรียกว่า ความดัง จริงๆแล้ว มันใช่ความสำเร็จไหม มันต้องมีอะไรมากกว่านั้นดิ

คะแนน    A

รุ่นพี่

รุ่นพี่   



(Thailand,2015 , วิศิษฐ์  ศาสนเที่ยง)



บทวิจารณ์ และ วิเคราะห์

สำหรับผมแล้ว สิ่งที่หลงเหลือและมีให้เห็นได้ด้านตัวตนของ คุณวิศิษฐ์ ที่ยังคงแข็งแรงในวงการภาพยนตร์ไทยจนทุกวันนี้คือ การเล่น สิ่งที่เป็นอดีต ความเป็นไทยโบราณ ได้อย่างน่าสนใจ ความสละสลวยของภาษาที่ไม่เคยแปรเปลี่ยน แม้กระทั่ง บทสนทนาที่ออกมาจากปาก น้อง พลอยชมพู ในช่วงแรกก็ช่างเหมือนบทกวีที่งดงามเหลือเกิน " ความเงียบมีหลายระดับ เงียบจนได้ยินเสียงใบไม้ไหว หรือ เสียงกระพือปีกของแมลง " ชอบมากท่อนนี้ แต่ในแง่ของตัวละคร หนังลำดับล่าสุด ของคุณวิศิษฐ์อาจจะดู drop ไปในแง่ความขลังหลายๆอย่าง ไม่เหมือน หมานคร เป็นชู้กับผี หรือ ฟ้าทะลายโจร อันนั้นมันดูโบราณจริงและเราสัมผัสได้จริงๆ แต่รุ่นพี่ กับตัวละครในเรื่อง เข้าใจว่าต้องการทำให้ดูสดใสขึ้น สิ่งได้กลับมา รุ่นพี่กลายเป็นหนังโรแมนติก สืบสวน ผีผมมองว่าไม่น่ากลัว แต่เรากลับไปสนใจ งาน visual ของหนังมากกว่า ความเป็นผีแฟนตาซี หลายฉากเราชอบมาก มันตื่นตาตื่นใจเหลือเกิน

ความถวิลหาอดีต ความเก่าของ วัตถุ สถานที่ ถือว่า ยังคงเป็นหนัง วิศิษฐ์จริงๆ ร้านถ่ายรูปเก่า สถานที่วัง หรือเรื่องราวในอดีตสมัยก่อนของคุณหญิง สิ่งเหล่านี้ยังคงทำเราศรัทธาผู้กำกับคนนี้คือ ต่อให้แต่งแต้มความทันสมัยอะไรลงไปในงาน แต่ก็ยังใส่ความเก่าไม่หลงลืมทางตัวเองแต่อย่างใด
แต่ถ้าจะต้องชมเป็นพิเศษคงเป็นในแง่งานด้านภาพ visual ต่างๆ ที่โดนเด่นดีเหลือเกิน


คะแนน     B+

" พื้นที่เล็กๆให้ฉันยังเป็นเด็กอยู่ได้ไหม " The Little prince

The Little prince




" พื้นที่เล็กๆให้ฉันยังเป็นเด็กอยู่ได้ไหม " 

(France ,2015,Mark Osborne)


บทวิจารณ์ และ วิเคาระห์

ความงดงามของชีวิตคนเราคือการได้อยู่ในช่วงวัยเด็ก วัยแห่งจินตนการ วัยที่วาดฝันต่างๆนาๆ ได้อยู่กับของเล่น ตุ๊กตุ่น ตุ๊กตา หนังสือนิทาน เป็นโลกที่บ่มเพาะเราให้โตขึ้นมาอย่างเป็นผู้ใหญ่สมบูรณ์ โตได้แต่ต้องอย่าลืมความเป็นเด็ก การเป็นเด็กในร่างผู้ใหญ่ไม่ใช่เรื่องเสียหาย มันเป็นการ remind มนุษย์อย่างเราว่า เราเติบโตขึ้นมาในช่วงนั้นด้วยอะไร มันเป็นสิ่งที่น่าจดจำ
ก่อนอืนมีหลายๆอย่างที่อยากพูดถึง ออกตัวก่อนว่าอาจเขียนได้ไม่ละเอียดนัก ผมยอมรับว่าไม่ได้อ่านฉบับหนังสืออย่างจริงจัง แค่รู้ผ่านๆ ไม่ได้ลึกซึ้งเลย มาอินก็ตอนดูหนังเลยครับ
ซึ่งผมเชื่อถ้าใครเคยอ่านหนังสือคงจะอินและได้เปรียบกว่าผมหลายเท่า เชื่อว่ามีเยอะมาก แต่ขนาดผมไ่ม่ได้อ่านมาดูนี้ยังอินไปพอสมควร พูดถึงแก่นที่หนังพูดและกัน หนังพูดถึงการเติบโตแห่งช่วงวัยแล้ว เปรียบมุมองโลกของผู้ใหญ่กับเด็กแล้ว หนังยังพูดถึงความสัมพันธ์ของมนุษย์เราได้อย่างลึกซึ้ง เราว่าการที่เราจะได้เป็น special one ของ someone มันไม่ใช่หากันง่ายๆ บางคนต้องใช่เวลาค่อนครึ่งชีวิตกว่าคุณจะเจอมัน คนรัก มิตรภาพที่แท้จริง อย่างที่หมาป่าบอกกับเจ้าชาย ต่างคนต่างก็มีมากมายเหมือนกัน คุณไม่มีผม ผมไม่มีคุณก็ไม่แปลก แต่ถ้าอยากเป็นของกันและกัน คุณต้องใช้เวลาเรียนรู้ โห ประโยคนี้เราชอบมาก เออจริงนะ

ชอบที่หนังสร้างตัวละครเด็กสาวขึ้นมาเพื่อให้ขนานกับ เจ้าชายน้อย ผ่านมุมองการเรียนรู้วัย มิตรภาพ ความรัก ไปพร้อมๆกัน ดูแล้วมันเหมือน ความเหงาของเด็กสองคนที่ถูกแยกออกคนละดาว รู้สึกแบบนั้นจริงๆ
ยังชอบในเรื่องของการติดความเป็นเด็กของคนเรา ผู้ใหญ่บางคนต่อให้แก่ขนาดไหนถ้าเค้าเคยมีช่วงเวลาความสุขในวัยเด็กอย่างล้นเหลือ ไม่แปลกที่เขาอยากที่จะอยู่ในวัยนั้นตลอดไป ไม่เคยได้ยินเหรอครับ คนแก่หัวใจเด็ก เราดูแล้วยังมองไปที่สถาบันครอบครัว การเลี้ยงดูลูก การมีเวลาให้ ลูก กับ งาน จะเลือกอะไร ยิ่งเด็กวัยนี้ 11-12 ต้องการ someone มากที่จะอยู่เป็นเพื่อน เข้าใจในวัยเขา อยู่แล้วไม่ใช่การยัดเยียดความเป็นผู้ใหญ่นะ การบีบบัคับ เร่งรัดต่างๆ ที่ไม่ได้ปล่อยให้เป้นตามธรรมชาติ โตมาเขาก็ไม่มีความสุขหรอก No perfect if you forget childhood ยิ่งวัยเด็กด้วยแล้ว เกลียดสุดคือการที่ต้องอยู่คนเดียว เขาจะหาสิ่งอื่นมาทดแทนเลย แล้วยิ่งไปขัดขวางเท่ากับ คุณได้พังโลกของเขาไปเลย ซึ่งเราไม่ยากเห็น การที่ผู้ใหญ่พรัดพรากสิ่งเหล่านี้ไปจากเขา
งานภาพความที่เป็น อนิเมชั่น ผสมความเป็น stop motion นั้นทำให้หนังดูมีเสน่ห์มีมิติมากขึ้นเรียกว่า ถ้าเอาด้านภาพผมชอบมากกว่า inside out นะ ดูสวยงามกว่า แต่ถ้าองค์ประกอบ plotเรื่องความแปลกใหม่ ยังเทให้ inside out มากกว่านิดนึง

คะแนน  A