วันเสาร์ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2560

กาลครั้งหนึ่งของเยาว์วัย What’s in the Darkness’

What’s in the Darkness



(China,Wang Yichun,2016)

กาลครั้งหนึ่งของเยาว์วัย  


บทวิจารณ์ และ วิเคราะห์

งดงามเหมือนตอนที่เราดูพวก A time in quchi ที่เล่าถึงการเติบโตของตัวละครผ่านเหตุการณ์อันแสนจะธรรมดา ในหมู่บ้านเล็กๆ มีเรื่องเล่าจิปาถะต่างๆเกิดขึ้นมากมาย ทั้งที่มีแก่นสาร และไม่มี แต่ทั้งหมดถูกร้อยเรียงเป็นภาพจิ๊กซอร์ความทรงจำแห่งห้วงวัย


หนังเล่าถึง เด็กสาวม ต้น เป็นลูกนายตำรวจสืบคดีฆาตกร เธอถูกเลี้ยงมาในครอบครัวเข้มระเบียบ เวลาในแต่ละวันของเธอหมดไปกับการต้องมานั่งช่วยงานบ้านแม่ แล้วยังต้องคอยตามพ่อที่พอเสร็จงานก็ยังมานั่งก๊งหมากรุก กับเพื่อนๆ เธอชอบร้องเพลงแหกปากกลางทุ่งหญ้านั่นคือสิ่งที่ทำให้เธอมีความสุขที่สุด มีไอ้เด็กหนุ่มท่าทางๆหงิมๆคอยตามจีบ ทั้งหมดมันแสนจะธรรมดา

แต่เราชอบหนังแบบนี้ตรงที่ว่า เราได้เห็นอะไรที่ดูดาษดื่นเต็มไปหมด กิจกรรมต่างๆ ที่เด็กสาวทุกคนล้วนเคยผ่านมา การที่พยายามออกนอกกรอบบ้างเวลามีพ่อแม่เข้มๆ การหัดขี่จักรยานด้วยตัวเอง เราจะสนุกเมื่ออยู่ในโรงเรียนกับเพื่อนๆ หรือการสังเกตุเพื่อนที่โตเป็นสาวกว่าเราแล้วเราเริ่มจะทำตาม อะไรพวกนี้ รวมไปถึง details เล็กๆน้อยๆ เมื่อเราโตขึ้นเราจะกลับไปคิดถึงสิ่งจิปาถะอะไรพวกนี้ ซึ่งผมว่ามันเหมือนภาพความทรงจำในเยาว์วัยของเราได้ถูกฉายบนฉากชีวิตของเราอีกครั้ง

ระดับความชอบ A

วันพุธที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

เสียงเพลงจากสวรรค์ The Sound of music

 The Sound of music




(Robert Wise,1965 )

"เสียงเพลงจากสวรรค์ "


บทวิเคราะห์ และ วิจารณ์


บทความนี้การเปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของหนัง


หนังโครตจะเก่า ย้อนกลับไปก็ 51 ปีที่แล้ว บวกลบไปก็ครึ่่ง ศษวรรต นักแสดงนำก็รุ่นตารุ่นยายกันแล้ว เด็กสุดในเรื่องก็ยังเป็นวัยคุณป้าผมอยู่ดี 555 เดี๋ยวนี้ดูหนังคน generation เก่าๆ แล้วมีความสุข อยากเกิดยุคนั้นจัง ยุคที่ไม่ต้องปรุงแต่งอะไรทั้งสิ้น มีความสุขจากเสียงเพลงและธรรมชาติ

รู้สึกว่าจักรวาลภาพยนตร์สมัยก่อนมันมีสเน่ห์จัง ยิ่งเป็น Musical film ด้วยละก็ไม่ต้องพูดถึงครับ และหนังเพลงรุ่นๆใหม่ๆ ก็ได้รับสิ่งที่ตกทอดจากโลกภาพยนตร์สมัยเก่ามาไม่มากก็น้อย พวก A Cross the universe , God help the Girl หรืออีกหลายๆเรื่อง

The Sound of music ได้พาผมหลุดเข้าไปในบรรยากาศช่วงยุค 30 รู้สึกเห็นบ้านคฤหาสน์ใหญ่ๆ นึกไปถึงพวกบ้านทรายทอง เราว่าหนังเรื่องนี้มันมีอารมณ์เหมือนละครน้ำเน่าพอสมควร ถ้าพูดกันตามตรง นางเอกเป็นหญิงสาวที่โซซัดโซเซมาอยู่ในบ้านหลังใหญ่ มาเจอ อีตาพระเอกขี้เก๊ก วางมาด แล้วเธอต้องไปดูแลลูกๆ ของเขาแทนแม่ของเด็กๆที่ตายไปนานแล้ว หนีหลบหน้าไปพักหนึ่งเพราะมีนางอิจฉามาขัดขวาง สุดท้ายกลับมาพิชิตใจเขาแต่งงาน เป็นครอบครัวใหม่ แต่เราว่าความ wonderful ของหนังเรื่องนี้ ไปอยู่ที่จังหวะของ เพลง ลีลาของตัวละครที่หนังก็ต้องการ focus คือ การร้องเพลงตามเรื่องราวของตัวละครในเหตุการณ์ เหมือนชื่อหนังคือ The sound of music เราจึงคิดว่าดนตรีและบทเพลงนี่แหละทีเหมือนกับเพื่อนแท้ของอารมณ์ของมนุษย์เราทั้งหมด จะสุข จะเหงา จะเศร้าบทเพลงเหมือนมิตรที่ไม่เคยจากเราไปไหนบอกให้เรารู้ว่าโลกนี้ควรมีบทเพลง มันเป็นสุนทรียะที่อยู่คู่โลกนี้มานานช้านาน ไม่ต้องอะไรครับเราได้ยินเสียงเปล่งร้องจากสัตว์ตามธรรมชาติเราว่ามันยังไพเราะเลย เช่น เสียงไก่ขันในตอนเช้า เสียงนกร้องตามป่า หรือเสียงจั๊กกะจั่น อะไรพวกนี้ แล้วบทเพลงคือ ท่วงทำนองที่ถูกขับกล่อมมาจากมนุษย์มันจะจับจิตขนาดไหน


เราว่าทุก scene ที่หนังเดินเรื่องกับบทเพลงเราว่าสวยงามทุกฉาก ติดใจฉากที่เด็กๆในบ้านร้องเพลง อำลาก่อนเข้านอน นี่น่ารักเสียจริงๆ ตอนร้องว่า Cuckoo cuckoo นี่สุดๆ
งานภาพนี่ก็สวยงามละมียดละไมสุดๆ ฉากที่นางเอกพาเด็กไปร้องเพลงบนเนินเขาดีดกีตาร์นี่ คิดในใจขอทำเป็น ภาพนิ่งได้มั้ย55 ไรจะขนาดนี้


โดยรวมสมแล้วที่ Oscar จะสดุดีหนังเรื่องนี้โดยการให้ได้เข้าชิงถึง 10 สาขา ก่อนจะได้มาครึ่งหนึ่งในสาขาที่ชนะเลิศ เราว่าเป็นหนังเก่าที่ควรจะอยู่คู่กับโลกภาพยนตร์ต่อไปครับ


ระดับความชอบ A







วันเสาร์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2559

“ความงดงามที่น่าสะอิดสะเอียน” The Neon Demon

                The Neon Demon


 (2016,Nicolas Winding Refn )


บทวิจารณ์ และ วิเคราะห์

Cool film , The best visual of the year

บทความนี้อ่านได้ครับ ไม่สปอย

คงจะเป็นหนังแห่งปีสำหรับเราอีกเรื่อง เชียร์ให้ไปถึงออสการ์เลยนะ อย่างแรกเลยนะครับ เราตกตะลึง ไปกับงานภาพ การสรรสร้าง องค์ประกอบศิลป์ต่างๆ วิธีการตัดต่อ รวมไปถึงการใช้แสง หลาย scene เราถึงอ้าปากค้าง แม่งจัดจริงครับ บอกเลย นี่คืองานใหม่สุดเปรี้ยวของ Nicolas winding ผู้กำกับ หนังพีคๆอย่าง Drive , Only god forgive เราว่าพี่แกไม่ได้เพลาความหนักมือในเรื่องของความจิตเลยนะ แต่สำหรับ The Neon demon แกคงใส่ใจในเรื่องของ การ design ศิปล์อย่างมาก เหมือนชื่อเรื่องและโครงPot หลักๆ ที่นำเอาประเด็นความสวยงามของของผู้หญิงมาเล่น มาชำแหละให้คนดูเห็นถึงแก่นลึกเลยก็ว่าได้

วิเคราะห์ ชำแหละและ ผ่าซีก

หนังมันพูดถึง โลกของผู้หญิง ตัวแทนของความสวยงาม ถ้าเราพูดถึงมนุษย์เพศหญิง เราจะมองเห็นทั้งสองด้านครับ ด้านแรกเราจะนึกเห็น คือ ความอ่อนโยน ความงาม ตัวแทนในด้านบวก อีกด้านคือ ความริษยา ความร้ายกาจ ตัวแทนในด้านลบ เหมือนที่มนุษย์เพศชายบอก ผู้หญิงสวยได้สองแบบ แบบนางฟ้า กับ แบบนางมารร้าย แล้วแต่ว่าสถานการณ์และอารมณ์ตอนนั้นจะเป็นแบบไหน หรือแม้แต่กุหลาบสวยแต่ก็ยังมีหนาม

นอกจาก หนังพาไปสำรวจด้านมืด ความวิปริตของเพศหญิงแล้วนั้น หนังยังเปรียบเปรย ถึง เรื่องของ นางแบบ อาชีพที่ถูกมองว่า เป็นคล้ายตัวแทนหุ่น รูปปั้นที่เดินได้ ถูก make up เสริมแต่งตาม concept ที่ต้องการ แต่งให้ร้ายมันก็ร้าย แต่งให้แปลกมันก็แปลก แต่งให้สวยสง่าก็งดงามดีเชียว เราจึงมองคล้ายกับ ไอ้พวก make up อะไรต่างๆ เหมือนกับการฉาบตัวตนที่ไม่ใช่ real ของเราจริงๆ ภายใต้สิ่งที่ห้อหุ้มไว้ ความสวยงามที่ดูยโสหลอลกลวง ที่กลบเกลื่อนธรรมชาติแท้ของคนเรา เปลือกนอกเรามองอีกอย่าง ตัวจริงก็อาจเป็นคนละเรื่อง เราจึงบอกว่าไม่สามารถคาดเดาได้เลยว่า ความงามที่เรามองเห็นอยู่ นั้นบางทีอาจกลายเป็นสิ่งที่ดูน่ากลัว น่าขยะแยง เฉกเช่น ตัวละครผู้หญิงนางแบบในเรื่อง การที่มี make up บนหน้า มันก็อยู่แค่บนผิวหนัง แต่ เลือดเนื้อจริงๆของเรานั้นอยู่ภายในร่างกาย ซึ่งตรงนี้หนังมันก็สะท้อนออกมาได้อย่างชัดเจน หลายๆฉาก Runway นางแบบ, เก้าอี้กำมะหยี่หรูหรา, ทองคำที่ทาทับตัวนางเอก , สีสันไฟต่างๆมันก็ถูกคนเราประดิษฐ์ และ set มันขึ้นมาอีกที ผมถึงบอกว่าใน The Neon demon เต็มไปด้วยสิ่งที่ เสริมแต่ง สร้างหลอกและลวงธรรมชาติตัวตนเรา หรือแม้กระทั่ง ผู้หญิงในเรื่อง ยังมองหน้ากันด้วยเสียตาที่ดู fake ไม่จริงใจ คำถามต่างๆที่ เสียดสี แทงใจกัน

พูดถึงการดำเนินเรื่องนั้น เราว่าหนังสอบผ่านฉลุย ทุกนาทีเราว่าหนังสามารถพาเราไปเจอะไรต่างๆที่เราไม่สามารถคาดเดาได้เลย ด้วยบรรยากาศ soundtrack หลอนๆ ความป่วยไข้ต่างๆของตัวละคร ซึ่งมีหลายทีที่หนังพาเราไปถึงจุดที่โครตจะบ้ามาก ยังงงอยู่ว่าหมอนี่มันเอาเราขนาดนี้เลยเหรอ


รวมๆ ถือเป็นงานที่ดีที่สุดในปีนี้เลยก็ว่าได้ครับ สำหรับ The Neon demon ถ้าไม่มีเรื่องไหนมาเหนือเมฆอีกนะ เราว่านี่แหละคงจะเป็น Oscar ในใจเราไปเลย ดูเถอะครับผมไหว้และ


ระดับความชอบ A




วันจันทร์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2559

“คุณเป็นเพียงแค่คนเดียวที่ทำให้ผมรู้สึกอยากตื่นขึ้นมาในทุกๆเช้า” Me Before you


Me Before you



“คุณเป็นเพียงแค่คนเดียวที่ทำให้ผมรู้สึกอยากตื่นขึ้นมาในทุกๆเช้า”

(U.k, Thea Sharrock, 2016 )

บทวิจารณ์ และ วิเคราะห์



โหหนังดีจัง ถึงจะเป็น Sad story ก็เหอะ แต่หลายๆโมงยามในหนังก็โครตจะโรแมนติก ชวนฝัน อย่างเหลือเชื่อ ทำเอาเราจั๊กกะจี๋หลายๆ ตรงเลยทีเดียวเลยครับ ด้วยความที่มันเป็นหนังที่ดูจะเศร้าสร้อย ตัวละครพระเอกเป็นบุคคลทุพพลภาพ แต่เราว่า Me before you มันพยายามเดินอยู่ในกรอบทางหนังแบบ rom- com โลกสวย ตลกบ้าง ไม่ฟูมฟายมาก พูดง่ายๆคือ ให้กำลังใจคนดูและตัวละครอย่างมีความหวัง เหมือนตอนเราดู Fault in Our stars "จงมีความหวังในวันที่สิ้นหวัง จงหัวเราะให้ดังสุดขีดในวันที่น่าจะร้องไห้ จงอยู่ให้เหมือนเป็นอมตะในวันที่ใกล้ตาย จงลุกขึ้นสู้ในวันที่หมดแรง " ประมาณนี้

Love Change The world or World must be love

ความรักเปลี่ยนแปลงโลกหรือโลกต้องมีความรักเป็นองค์ประกอบ

มีหลายๆคนเคยพูดว่า ความรักนั้นสามารถเลี่ยนแปลงโลกได้ อันนี้ผมเชื่อนะ ถ้าเราศรัทธาและมองเห็นมันจริงๆ เราว่ามันเป็นสิ่งที่แสนวิเศษและสวยงามมาก รักยังเป็นยาที่สามารถบรรเทา Disease อาการเจ็บป่วยได้ โรคต่างๆ ได้ แน่นอน ความรักตามพื้นฐานจะไมสามารถบรรเทาความเจ็บป่วยทางกายได้แน่ แต่อย่างน้อยมันก็ช่วยทุเราความเจ็บป่วยทางใจของคนเราได้บ้าง อาจไม่ได้ถาวรแต่ก็ชั่วคราว ก็ยังดีที่เราไม่มีรักและปล่อยให้ตัวเราเน่าเปื่อยผุพังแบบไม่มีใครเลยจริงมั้ย แล้วถ้าผมยังจะบอกต่อไปว่า แท้จริง ความรักอาจไม่ได้มีอำนาจพอที่จะเปลี่ยนแปลงโลก แต่ความรักเป็นเพียงสิ่งเล็กๆที่รอให้คนเรานั้นมองเห็น เพราะมันอยู่ในโลกใบนี้อยู่แล้วละคงจะไม่ผิดใช่ไหมครับ

ถึงแม้ว่าหนังพยายามจะ built ความโรแมนติกออกมาพาฝันคนดู แต่เราก็หนีไม่พ้นสารเศร้าๆและชะตากรรมโหดร้ายของ วีล (พระเอก)ที่ต้องประสบพบเจอไปไม่ได้แน่ นั่นคือ กฎข้อบังคับที่คนดูต้องรับรู้ วันนึงเคยทำอะไรได้ด้วยตัวเองทุกอย่าง พอตื่นมาอีกวันพบว่าเราคือ Disable people เป็นแค่มนุษย์รถเข็น ลองคิดดูสิว่ามันเจ็บปวดขนาดไหน เราจะหัวใจสลายกับตรงที่ วีลเคยบอกกับ ลู (นางเอก) ว่า ผมอยากอยู่กับคุณนะ แต่คุณไปใช้ชีวิตซะเถอะ มันโครตจะทรมานเลยเมื่อเราทำอะไรให้คนที่เรารักไม่ได้ เราไม่สามารถกอด ไม่สามารถมีอะไรด้วยได้ ทั้งที่ใจเราอยาก ใจเราสั่งแต่ร่างกายเราไม่สั่ง ตรงนี้ทำเราเจ็บปวดในสารความรักของผู้ป่วยจัง

ตัวละครการแสดง 
เราชอบ นางเอกนะ เราว่าบุคลิกเธอมันพูดเก่งจัง เรารู้สึกดูแล้ว เหมือนเธอทำให้โลกใบนี้สดใสตลอดเวลา ติดอย่างเดียว ถ้าเกิดตัวละครตัวนี้ เปลี่ยนเป็นโหมดเสียใจฟูมฟายขึ้นมาเมื่อไหร่ ความรู้สึกเราว่ามันคล้ายการแสดงเกินไป ดูไม่ธรรมชาติ จุดนี้เราว่า เธอดูประดักประเดิดไป พูดง่ายๆอีกทีเธอเหมาะแก่การเล่นเป็นคนมีความสุขมากกว่า

การถ่ายทำมุมกล้อง 

เราไปอัศจรรย์ใจตรงฉากตอน ที่งานแต่งของแฟนเก่าพระเอก ฉากตอนที่ ลู กับ วีล เต้นรำแล้วกล้องโฟกัสหมุน 360 องศาให้ดูเหมือนวีลกำลังเต้นรำอยู่แบบคู่รักปกติ ฉากนั้นเราตะลึงมาก พร้อมบทสนทนาสวยๆที่หลุดจากปากของตัวละครทั้งสอง

Comedy ชนะเลิศ น่ารักและกรุ้มกริ่ม 

อาจจะมีไม่กี่ฉากนักที่หนังใส่ความตลกน่ารักมา แต่เรียกว่าออกมาแต่ละหมัดทำเราอมยิ้มผลิบานกันเลยทีเดียว ชอบตอนที่พระเอกแซวชุดที่นางเอกใส่ ชอบตอนให้ของขวัญระหว่าง อีตานักวิ่ง แฟนนางเอก กับ วีล ชอบมุขตอนที่พระเอกย้อนอีตานักวิ่ง 555 สะใจมาก ขำ
โดยรวมเลยละกัน จะมองเอาตามจริง Me before you ก็เป็นหนังน้ำเน่าได้นะ ตัวละครมาหลงรักกันในช่วงเวลาไม่กี่วัน พระเอกพิการนางเอกมารับใช้แล้วเกิด fall in love กัน แต่ถ้าจะน้ำเน่า และฉากสวยน่ารักแบบนี้ เรายอมวะเอาใจคนดูอย่างเราไปเลย ชอบมากครับ

ระดับความชอบ A



จักรวาลที่ไร้ความรู้สึก” Equals

 Equals



 จักรวาลที่ไร้ความรู้สึก” 

(Drake Doremus,2016 )


บทวิจารณ์ และ วิเคราะห์


เป็นหนังที่เท่เอามากๆ ทั้งด้านงานภาพ การดีไซต์ มุมกล้อง sound รวมไปถึง plot อะไรจะเข้าทางเราแบบนั้น จะว่าไป equals นี่คือหนังรักธรรมดาแต่ด้วยชั้นเชิงการนำเสนอการถ่ายทอดอารมณ์ของตัวละครที่ดูแยบยลของผู้กำกับ ทำให้มันกลายเป็นหนัง รักคัลท์ๆ ที่เก๋และแปลกมาก คล้ายๆสารเคมีที่ค่อยซึมลึกและแผ่ซ่านไปทั่วร่างกายคนดูหนังอย่างเราเลยก็ว่าได้ครับ

หนังมันพูดถึงโลกอนาคต ที่ทุกอย่างดู ไฮเทคไปหมด มนุษย์ทุกคนใส่ชุดขาวล้วน กินอาหารตามตารางและกลับบ้านเป็นเวลา ทำงานพวกวาดภาพประกอบ ชีวิตผู้คนไม่ต่างอะไร กับ หุ่นยนต์ เหมือนมีโปรแกรมคำสั่งติดตัวตลอด ไม่ค่อยมีการ reaction ซึ่งกันและกัน ต่างคนต่างทำหน้าที่ของตัวเอง ไร้ความรู่สึกและอารมณ์ พระเอกกับนางเอก คือ สิ่งแปลกปลอม บนดาวโลกดวงบ้าๆนี้ ที่พวกเขายังมีความรู้สึก และอารมณ์ ทำให้ถูกจับตามองจากผู้คนในเมือง collective ว่าคือ ผู้ป่วยที่ต้องรักษาและกำจัดออกไป ฟังดูโหดร้ายนะ ในเรื่องพวกเขาเป็นโรค S.O.S (โรคตื่นรู้) จะสังเกตได้ว่า ในหนังจะเห็นไม่กี่คนที่มีปฏิกิริยาต่อสิ่งแวดล้อมและผู้คน หนึ่งในนั้นก็มี พระเอก กับ นางเอก นอกนั้นเป็นเหมือน cyborg ในร่างมนุษย์ทั้งหมด เดินเหิน แบบไม่สนใจใคร เมื่อสิ่งแปลกปลอมอย่าง พระเอกกับนางเอกที่ต่างคนต่างมีความรู้สึกมาเจอกัน จึงเกิด reaction ขึ้น ความรัก และพยายามที่จะออกจากโลกที่เต็มไปด้วยผู้คนไร้ความรู้สึกให้ได้

โหเอาจริงนะ เราโครตจะชอบและตื่นเต้นไปกับ การดีไซต์ฉากและมุมกล้องแบบนี้เลย ภาพในหนังคล้ายๆ สีแบบ Neon color มืดๆ สลัวๆเหมือนอยู่ในห้อง Lab มันดูประดิษฐ์มากสีในหนังฝันๆฟุ้งๆ บางฉากก็เหมือนเราเห็นแค่เงาของพระเอกและนางเอกแต่โดนอมสีเอาไว้ คือ ดีงามครับบอกเลย

วิเคราะห์ถึงแก่นอารมณ์มนุษย์ และประเด็นเสียดสี

Emotion คือ อารมณ์มนุษย์ที่แสดงออกมาในรูปแบบต่างๆ รัก โกรธ กลัว เสียใจ เหงา ในหนังบอกเราว่า ถ้าโลกในวันข้างหน้า มนุษย์จะเป็นเพียงสิ่งมีชีวิตที่ตายด้าน ถูกทอดร่างและจิตใจให้ไร้ความรู้สึกและอารมณ์ และคล้ายกับหุ่นยนต์เข้าไปทุกวัน หนังยังแอบเสียดสีถึงสังคมที่คนเราล้วนโหยหา แต่เทคโนโลยี เทคโนโลยีที่เข้ามาคุกคามระบบความคิดความเป็นมนุษย์ปกติ คนเราถูกป้อนข้อมูลในแต่ละวันด้วยคอมพิวเตอร์ สังคม social ข่าวสารต่างๆ ซึ่งผิดบ้างถูกบ้าง มนุษย์ถูกสิ่งเหล่านี้ล้างสมองจนแยกแยะเหตุและผลอารมณ์จริงๆไม่ถูก หนังแอบเสียดสีตรงที่ว่า ในโลกแห่งความสมัยใหม่เทคโนโลยีนี่คือ ภัยพิบัติคือหายนะมาทำลายความเป็นมนุษย์เรามากๆ คนเราถูกกระแสของเทคโนโลยีให้เดินตามเหมือนกันหมด ยิ่งล้ำก็ยิ่งหน้ากลัว สุดท้ายก็จะกลืนกินจนไม่หลงเหลือความเป็นมนุษย์จริงๆอีกต่อไป มนุษย์จริงๆที่ผมหมายถึง คือ มนุษย์ปกติที่มีอารมณ์และความรู้สึกตามสภาพแวดล้อมเหตุการณ์นั้นจริงๆ เราจะเสียใจเมื่อคนรักจากไป เราจะเกิดความกลัวเมื่อมีคนมาทำร้ายเรา หรือ เราจะเหงาเมื่อไม่มีใคร เพราะฉะนั้น ตัวละครพระเอกและนางเอกไม่ใช่สิ่งแปลกปลอม แต่คือมนุษย์ปกติที่ต้องอยู่ในจักรวาลที่ประหลาด นั่นคือ จักรวาลทีไร้ความรู้สึก

รวมไปถึงประเด็นของระบบหมู่ในสังคมที่บังคับให้คนเราต้องทำตามเหมือนกันหมด กฎบ้าๆ บนโลกบ้าๆ ถ้ามีใครรู้สึกหรือเห็นต่างหน่อยก็จะถูกมองว่าเป็นแกะดำ และพิพากษ์ว่า เป็น ตัวประหลาด หนังยังเสียดสีจุดนี้ด้วยผมว่านะ 

โดยรวมเลยครับ Equals คือหนังรักที่แอบแฝงหลายๆประเด็นไว้ดีมาก มันมีความโรแมนติกแบบแปลกแยกจากโลกที่ล้วนบีบบังคับ ผมแนะนำให้ไปหาดูแรงๆเลยนะ


ระดับความชอบ A



วันศุกร์ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

ถ้าเราไม่เดินทาง เราก็จะไม่เติบโต " Extremely Loud and Incredibly

      Extremely Loud and Incredibly 


(U.S,2011,Stephen Daldry )


บทวิจารณ์ และ วิเคราะห์

โหมันเจ็บปวดมากครับ คล้ายๆกับตอนเราดู The kid with bike หนังเบลเยี่ยมเรื่องนั้นเลยเรื่องของ เด็กชายคนหนึ่งตามหาพ่อด้วยจักรยาน ด้วยความหวังที่ริบหรี่ มาถึงหนังที่ผมเพิ่งได้ดูไปเมื่อคืนคือ extremely loud and incredibly close นั้นโทนใกล้กันมาก แต่มันดูสดใสกว่าหน่อยนะ เพราเด็กน้อยในเรื่องยังมีแม่จริงๆ 

เราว่าหนังนั้นทะเยอทะยานดีในการเล่าประเด็น เรื่องของการเติบโตของเด็กคนหนึ่งที่ผ่านห้วงวัย ผ่านเหตุการณ์ต่างๆ รวมไปถึงผู้คนมากมายที่เด็กคนนี้ไปประสบพบเจอ แม้ทางที่มันเดินนั้นจะสาหัสขนาดไหน เด็กคนหนึ่งที่วันหนึ่งพ่อมันตายไปจาก เหตุการณ์ 11 กันยายน ตึก world trade โดนถล่มจากเครื่องบิน และพยายามที่จะรู้ให้ได้ว่าทำไมมันถึงเกิด ใครทำ เพราะอะไร ถึงแม้ว่าโลกของผู้ใหญ่ อย่างแม่เขาจะรู้ดี และปล่อยให้มันสิ้นสุดไปแบบนั้น แต่ด้วยโลกของเด็กทำให้เขาเชื่ออีกอย่างหนึ่ง เราต้องค้นหาคำตอบให้อย่างดีที่สุด เราเลยกลับมาคิดว่า ตัวละครเด็กในหนัง สารที่หนังต้องการสื่อสารกับคนดู มันดูผู้ใหญ่มากนะ

Rationalism (ทฤษฎีเหตุผลนิยม)

มนุษย์เราเชื่อว่าสิ่งที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิดคือ ความรู้ การหาเหตุผลไปสู่ผลลัพธ์เท่านั้น ที่จะทำให้ได้ความจริงที่กระจ่างนั่นแหละคือความรู้
ในหนังก่อนพ่อจะจากเด็กคนนี้ไป พ่อเขาจะสอนให้ลูกเรียนรู้การหาคำตอบสิ่งที่เป็นปริศนา ทุกสิ่งที่อยู่บนโลกนี้ล้วนมีเหตุและมีผล สอนให้ค้นหาเมือง สอนให้รู้จักการเดินทาง ผมชอบประโยคหนึ่งที่พ่อเขาทิ้งท้ายว่า
“ อย่าหยุดค้นหา “ แม้ว่าผลลัพธ์จะเป็นแบบไหนก็ต้องหาคำตอบจากคำถาม เหมือนกับอีกประโยคที่บอกว่า “เรารู้ความจริงที่แสนเจ็บปวดยังดีกว่ารู้ความจริงที่ว่างเปล่า” หนังมันสอนตรงนี้เราดีมาก “ถ้าไม่เดินทางเราก็จะไม่มีวันเติบโต “ เราจะไม่รู้เลยว่าผู้คนต่างๆบนโลกนี้ บางครั้งเขารู้สึกแบบไหน เขาอาจจะเดินทางหาคำตอบเหมือนกับเราอยู่ก็ได้ ระยะทางก็อาจแตกต่างกันไป แต่ทุกคนนั้นเดินหาคำตอบอยู่ ผมเชื่อแบบนั้นครับ ซึ่งเราชอบสารในหนังเรื่องนี้มาก
สิ่งที่เราสะเทือนใจในหนังทุกเรื่องที่เราดูคือ การแทนเอาตัวเราไปอยู่ในเหตุการณ์ ถ้าแบบนี้มั่ง กูจะเป็นแบบไหน ซึ่งโมงยามการสูญเสียใครคนหนึ่งที่เรารัก รู้เลยว่ามันจะแตกสลายขนาดไหน ซึ่งหนังเรื่องนี้ทำให้ผมรู้สึกแบบนั้นครับ สรุปดูหนังเรื่องนี้เราได้เติบโตไปกับตัวละครเด็กชายไปด้วย
“ เพราะคำถามทำให้เราต้องค้นหา ถึงแม้ที่สุดแล้วจะเป็นอย่างไรสิ่งที่ทำได้คือการเดินต่อไป



ระดับความชอบ B



วันอังคารที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

" ครอบครัวบาปหนา "The Witch


The Witch 

                                                              
                                                                  

(U.K,2016, Robert Eggers)



บทวิจารณ์ และ วิเคราะห์


   " ครอบครัวบาปหนา "

หนังน่ากลัวสัส ฉาก climax นี่พีค ภาพติดตาเลย คงจะเป็นฉากที่ผมคิดว่า จะจดจำในประสบการณ์การดูหนังไปอีกนาน
Ambient มาเป็นระยะแต่คุกคามเราดีจัง เสียงโหยหวนนี่สุดตีน
เราว่าบรรยากาศต้องให้มันนะสำหรับ the witch เนี่ย องค์ประกอบศิลป์ต่างๆ ยอดเยี่ยมเลย ความรกร้างของสถานที่ช่วยได้มากก


เรื่องราวเกี่ยวกับครอบครัวบาบหนาผมเชื่อแบบนั้นนะ เพราะถูกสำนักคริสตจักรขับไล่ออกจากเมือง จึงต้องมาตั้งรกรากใน ดินแดนอันไกลโพ้น กลางป่าเขา ครอบครัวเลี้ยงแพะ เด็กคนเล็กไอ้แฝดนรกที่สามารถร้องเพลงติดต่อกับแพะได้ แม่งหลอนตั้งแต่เด็กแฝดนี่และ แพะ = สัตว์มีเขาที่ถูกมองว่ามันคือซาตานที่อยู่ตรงข้ามกับพระเจ้า มันจึงมีเรื่องแปลกๆเกิดขึ้นกับครอบครัวนี้

เราว่าข้อดีของหนัง honor ตำนานแม่มดพื้นบ้านเรื่องนี้อยู่ตรง การเคารพความเงียบของบรรยกาศ บรรยกาศความน่ากลัวที่ซุกซ่อนไม่ให้เรามองเห็น ปกติถ้าดูหนังผี หรือ แนวนี้ต้องเต็มไปด้วย ปีศาจร้าย ตัวผี ออกมาเยอะๆ โพล่งพล่าง แต่ the witch เราว่าหนังมันใช้ความไม่ชอบมาพากลในสถานที่ สัตว์ต่างๆ การกดดันคนดูด้วยการที่ตัวละครถูกสาปส่งด้วยความชั่วร้ายของธรรมชาติ ครอบครัวไล่ฆ่า เล่นงานกันเองต่างก็ไม่มีใครไว้ใจใคร คิดว่ามี
แม่มดมาสิง มันเจ๋งตรงนี้

ทุกคนในครอบครัวมีบาปติดตัวด้วยกันหมด

1. ลูกสาวคนโต สารภาพบาปตอนแรกว่า เธอไม่ดีแบบนั้นแบบนี้ ในหนังเราจะเห็น
2. น้องชาย จอมหื่น มันมีกิเลศตัณหาในกามอารม แอบดูนมพี่สาวตัวเอง เปรตจริงๆ สุดท้ายกามกิเลศบังตา แม่มดมาเอาตัวไป
3. พ่อ มีบาปในเรื่องของความเย่อหยิ่ง เห็นผิดเป็นชอบ
4. แม่มีบาปคือ การไม่ยอมตัดขาดจากความทุกข์ หวงสิ่งของทั้งที่มันไม่ได้มีผลอะไรกับชีวิตมาก ทำให้คนในครอบครัวเป็นทุกข์ไปด้วย ในเรื่องคือ การหายตัวไปของลููกชายคนเล็กอันนี้พอเห็นใจ และ ถ้วยเงิน อันหลังจะบ้ารึ ! เอามาเป็นปัญหาโลกแตก
5 เด็กแฝด มีบาปในเรื่องของการติดต่อกับแพะ หมกมุ่นอยู่กับความช่วยร้าย ร้องเพลงไร้สาระไปวันๆ
ตัวละครทั้งหมดวนเวียนอยู่กับ sin (บาป) สุดท้ายก็เจอเรื่องไม่ดีเกิดขึ้น

ความหลอน มันเล่นแต่ละทีทำเราสะดุ้งโหยง เราว่าหนังมันไม่ใช้ ความน่ากลัวเปลือง ออกมาแต่ละครั้งก็เอาให้เราตายไปข้าง ฉากแม่กับลูกสาวนี่สะเทือนใจสัส หนังมันเอาขนาดนี้เลยเหรออ รวมถึงฉากสุดท้ายย อื้อหือ ..............

ไม่อยากพูดไรมากครับ อยากให้ไปดูมากก เจ๋งงงง

ระดับความชอบ A