วันพุธที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2556

"บางที่ที่ฉันไม่เคยไป" Somewhere I have never traveled

                                          Somewhere I have never traveled

                                         
                                                 

                                                 
"บางที่ที่ฉันไม่เคยไป"

(Taiwan,2009,Tien-Yu-Fu)





บทวิจารณ์ และ วิเคราะห์


Somewhere I have never travelled บางที่ที่ฉันไม่เคยไป ฉันเพียงอยากไปเห็นมัน เด็กสาวบอกกับตัวเองว่า

ฉันอยากมีโลกที่เหมือนกับคนอื่น ไม่อยากแตกต่างจากคนอื่น โลกที่ฉันยืนอยู่ตอนนี้มันห่างไกลกับโลกที่คนส่วนใหญ่อยู่เหลือเกิน ทำไมฉันถึงมองไม่เห็นสีสันต่างๆบนโลกใบนี้เหมือนกับเด็กคนอื่นเค้านะ เด็กสาวได้แต่น้อยใจตัวเอง พี่ชายก็บอกว่า  "ถ้าโลกเราไม่มีความแตกต่าง โลกใบนี้มันก็น่าเบื่อแย่ละสิ"  เด็กน้อยถามแล้วพี่ชายละแตกต่างจากคนอื่นบ้างมั้ย

 Somewhere I have never travelled หนังสัญชาติไต้หวัน เล่าเรื่องราวความสัมพันธ์ของ พี่น้อง ที่เป็นญาติกัน เรียกง่ายๆ ลูกพี่ลูกน้องนั่นแหละ แต่สนิทกันเหมือนพี่น้องจริงๆ น้องสาวเป็นโรคตาบอดสี กับ พี่ชายที่เป็นเกย์ เป็นหนังครอบครัวดูแล้วอบอุ่นดีจัง เห็นถึงความรักของพี่น้องทั้งคู่ที่มีต่อกัน ดูแล้วรู้สึกว่าน้องสาวจะรักพี่ชายมากๆ พี่ชายที่เป็นเกย์เกิดวันหนึ่งมีแฟน ทำให้ความสัมพันธ์ณะหว่างน้องสาวเขาลดลง เอาเวลาไปสนใจแฟนมากกว่าน้องสาวตัวเอง ทำให้น้องสาวเหมือนโดนทอดทิ้ง ในขณะเดียวกันครอบครัวอาม่าก็วุ่นๆอยู่กับ พ่อของเด็กสาว ที่เป็นโรคติดเหล้า ทำตัวเป็นที่น่าเบื่อของคนในครอบครัว สะท้อนว่าน้องสาวโตมาในครอบครัวที่ไม่อบอุ่น เธอจึงต้องการความรักมากๆ


ผมชอบเรื่องราวหลายๆฉาก ถ่ายได้สวยออกมาเป็นธรรมชาติดี ยิ่งฉากที่สาวน้อยวิ่งไปจ่ายตลาดกับอาม่าของเธอ ฉากในตลาด สีสันข้าวของ มันดูสดใสจริงๆ

ใครชอบดูหนังครอบครัวน่ารัก ดูได้เรื่อยๆ ผมขอแนะนำหนังเรื่องนี้ครับ

ระดับความชอบ  A


วันจันทร์ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2556

ความรักที่บัดซบ Himizu

                                                                   Himizu

                                                 

                                                       

                                           

 ความรักที่บัดซบ 

(Japan,2012, Sion sono )


บทวิจารณ์ และ วิเคราะห์


บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาส่วนสำคัญของภาพยนต์ 


"อยู่ไปก็ไร้ค่า  ในโลกที่โสมม  โลกที่ไม่มีแม้แต่คนรอบข้างเข้าใจ  โลกสีเทา   ใครก็ได้พาฉันออกไปจากโลกที่บัดซบนี้เสียที "


ขึ้นชื่อว่า Sion sono แล้วคงหนีไม้ไพ้นการใส่ความรุนแรงให้กับเตัวละคร   หนังของเขานั้นบ่อยครั้งมักจะสาดความเลวร้ายลงไปเรื่องราว  ละเลงแบบไม่แหยแสคนดู เอาให้ dark และตายกันไปข้าง  Himizu    รักลากเลือด  นี่คืผลงานชิ้นล่าสุดของเขา

  ใครบ้างที่อยากจะมีชีวิตรักที่บัดซบ หมองหม่น หดหู่  เลวร้าย คงไม่มีหรอกอครับ คุณสมบัติที่พูดมาทั้งหมดอยู่ในหนังเรื่องนี้ครับ   รักลาดเลือด หรือภาษาญี่ปุ่น Himizu  ได้เล่าเรื่องราวชีวิตหลังจากเหตุการณ์สึนามิ ของเด็กมีปัญหาสองคน โดยพระเอก ครอบครัวแม่เปิดร้านให้เช่าเรือ โดยพ่อก็กินเหล้า เมายา แถมยังติดพนัน ชอบมาไถตังลูกชาย อยู่บ่อยๆ แม่ยังทำตัวสำส่อน ไปนอนกับผู้ชายไม่ซ้ำหน้า   ส่วนนางเอก แม่ก็เอาแต่เล่นพนัน แถมยังประสาทคิดว่าลูกสาวคือตัวซวย และพยายามหาวิธีกำจัดเธอออกไป 


 หนังเรื่องนี้สะท้อนให้เห็นถึงบาดแผลภายในจิตใจของตัวละครที่ถูกทำร้ายซ้ำแล้วซ้ำอีก  คือเหตุการณสึนามิก็เลวร้ายอยู่แล้ว พวกเขายังต้องมาเจอกับปัญหาครอบครัวที่เลวร้ายอีก  แต่หนังเรื่องนี้ก็ไม่ถึงกับหมองหม่นไปหมด เพราะเพื่อนบ้านของพระเอกที่อาศัยอยู่ในละแวกนั้น คอยช่วยเหลือเกือบทุกๆคน และเป็นกำลังใจให้เขา  โดยเรื่องนี้นางเอกแอบชอบพระเอก และพยายามทำให้พระเอกมีความสุข  เหมือนจะพยายามดึงพระเอกให้ไปเจอกับแสงสว่าง  ทั้งเรื่องจริงแล้วแสงสว่างนั้นแทบจะเลือนลาง แต่สิ่งที่เธอนั้นหวังดีกับไปทำให้ชีวิตของพระเอกเลวร้ายหนักกว่าเดิม พระเอกก็มาลงกับนางเอกบอกเธอมันเป็นตัววุ่นวายในชีวิตของเขา หนังดูตอนแรกเกือบทั้งเรื่องจะชวนอึดอัดมาก  เหมือนชีวิตทั้งสองจะดำดิ่งสู่ความเลวร้ายมากขึ้นเรื่อยๆ พ่อของเขาก็ได้รับบทเรียนอันสามสมที่เขาทำไว้กับลูกชาย โดยที่คนที่กำจัดเขาก็คือลูกชายของเขานั่นเอง  สิ่งที่พระเอกทำลงไปมันเหมือนเป็นการถูกบังคับให้เขาต้องทำอย่างนั้น หนังจะเริ่มมีด้านสว่างตอนท้ายๆเรื่อง ที่ฉากที่นางเอกกับพระเอกและเพื่อนบ้านฉลองงานเลี้ยงเล็กๆตบแต่งร้านเช่าเรือ ดูเหมือนจะทำให้ผู้ชมได้อมยิ้มอยู่บ้าง แล้วตอนท้ายเรื่องนางเอกพยายามเกลี้ยกล่อมให้พระเอกมอบตัวกับตำรวจว่าเขาฆ่าพ่อของเขา  เรื่องจะได้จบ ซึ่งตอนหลังพระเอกก็ยอมทำตาม โดยฉากสุดท้ายของหนังเป็นฉากที่พระเอกกับนางเอกวิ่งไปพร้อมๆกันบนถนน สื่อความหมายเราจะต่อสู้ไปด้วยกัน


Himizu ตอบโจทย์ของผู้ชมที่ชื่นชอบ เนื้อหาที่มีความรุนแรง เลวร้าย  หนังโครตดาร์ก 
แต่ละฉากบีบครั้นอารมณ์ผู้ชมสุดๆ  ส่วนตัวผมไม่ค่อยชอบฉากที่พ่อพูดกับลูกชายแบบขับไสไล่ส่ง ผม

มองว่ามันดูรุนแรงเกินไป และ impact ต่ออารมณ์คนเป็นลูกมากเกินไป


ฉากที่ชอบและสะใจที่สุด   คือ ฉากที่สุมิดะ เอาสีละเลงหน้าตัวเอง หมายถึงการปลดปล่อยอารมณ์ที่เก็บกด บ้าคลั่ง ระบายออกมาในสภาวะทางอารมณ์ที่แสนจะเจ็บปวด


 ปล   การตายของพ่อโดยฝีมือลูกชายทำให้ผมรู้สึกสะใจมาก แต่ถ้าไม่ตายผมคงมองว่าหนังเรื่องนี้เลวไปเลย

คะแนน  A







ดวงดาวดวงน้อยที่ถูกบดบัง Nobody knows



Nobody knows




"  ดวงดาวดวงน้อยที่ถูกบดบัง "  

(Japan,2004, Koreeada)



บทวิจารณ์ และ วิเคราะห์


 เป็นหนังที่สะท้อนสังคม สถาบันครอบครัวได้ดีมากเรื่องนึง  สร้างจากเรื่องจริง   หนังเล่าถึงเด็กๆ 4  คนที่ถูกแม่ของเขาทอดทิ้งให้ใช้ชีวิตในอพาตเมนท์เล็กๆ อย่างลำพัง คิดสิครับเด็กวัยสิบกว่าขวบกับน้องๆอีกสามคน  ต้องดูแลกันโดยไม่มีพ่อและเม่เลย จะลำบากขนาดไหน หนังถือได้ว่าหม่นเกือบทั้งเรื่อง  พี่ชายวัย 13  ขวบต้องทำหน้าที่เป็นเสาหลักของครอบครัวออกไปหาไรกิน เพื่อเลี้ยงปากท้องของน้องทั้งสามคน  ในเรื่องจะเห็นได้ว่าแม่ย้ายข้าวของจากบ้านหลังนึงโดยหอบข้าวของมา พร้อมกระเป๋าใบใหญ่ โดยเอาลูกสามคนไว้ในกระเป๋าปิดแน่น เพื่อไม่ให้ คนในหอรู้เพราะกฏเค๊าห้ามเอาเด็กๆมาเยอะ แม่ยังออกกฎอีกว่าห้ามส่งเสียงดัง ห้ามออกไปไหน ไปได้ก็เฉพาะพี่ชายคนตัวนั้นก็คือพระเอกตัวน้อยของเรื่องเท่านั้น  ทำกับว่าพวกเขาไม่มีตัวตนในโลกใบนี้ ไม่ได้เรียนหนังสือ  ไม่ได้แม้กระทั้งออกไปไหน  ซึ่งตลอดทั้งเรื่องน่าสงสารมาก ผมชอบฉากตอนที่พระเอกแบบพาน้องๆไปเล่นกานที่สวนสนุกเราจะเห็นรอยยิ้มของพวกเขามีความสุขแบบไม่เคยมีมาก่อน
เพราะไม่เคยได้สัมผัสกับอะไรแบบนี้บ่อยนัก  อยู่ก็ต้องหลบๆซ่อนๆ เศร้าครับ


 Nobody knows  ทำเวลาสองชั่วโมงกว่าให้คนดูรู้สึกว่าทำไมหนังมันได้ ดาร์กขนาดนี้  ตลอดทั้งเรื่องก็ว่าได้ ถึงแม้มันจะไม่มีฉากรุนแรง  พ่อแม่ตีเด็กอาจไม่มีให้เห็น แต่มันรุนแรงในด้านการทำร้ายจิตใจ ผมว่าอย่างหลังมันเจ็บปวดมากกว่าอีก  ไม่ยกเว้นแม้กระทั่งตอนจบของหนังที่ปล่อยให้คนดูกลับไปคิดว่าทิศทางชีวิตอันบัดซบของเด็กๆจะออกมาแบบไหน ให้ผมเดานะไม่นานพวกเขาก็ตาย ถ้ามองโลกในแง่ดีก็อาจไม่ถึงขั้นนั้น  แต่ไม่ว่าอย่างไรเรื่องราวแบบนี้มันไม่ควรที่จะปรากฏให้เห็นบนโลกนี้

สถาบันการเลี้ยงดูก็เอาเข้ามาเป็นประเด็นหลักของหนัง ครอบครัวพ่อแม่ที่ไม่ใส่ใจลูก ปล่อยปะละเลย ถ้าเลี้ยงส่งๆมันไม่เท่าไหร่ แต่นี่เล่นทิ้งให้อยู่ตามลำพังแบบไม่เลี้ยงเลย และก็ไม่กลับมา แถมลูกก็ยังเล็กๆกันอยู่   ผมมองว่ามันน่าจะมีมาตรการการลงโทษจริงจังอย่างเด็ดขาด  โดยพ่อแม่บางคนก็อ้างว่าไม่พร้อมที่จะเลี้ยงลูก  เด็กเกินไป แต่มาคิดในมุมกลับกันทำไมพวกเขาไม่คิดก่อนที่จะปล่อยให้มีลูก


จากหนังเรื่องนี้ตัวละคร 4 พี่น้องดูเหมือนจะมีสิ่งที่พวกเขาอยากได้ และความฝันที่แตกต่างกันไป  แต่เหมือนความฝันดูแล้วจะเป็นแค่เพียงภาพวาดในจินตนาการที่เลือนลาง

Nobody knows   คงไม่ใช่ตัวแทนของความสว่างของเด็กๆ  แต่มันเหมือนความมืดมิด


 เขาบอกไว้ว่า " เด็กๆเปรียบเหมือนกับดวงดาวน้อยๆที่คอยฉายแสงบนท้องฟ้า หากแต่จันทรามาบดบังทำให้แสงของดวงดาวหมดไป
แล้วมันจะมีค่าอะไรเมื่อท้องฟ้าไม่มีดวงดาวเหล่านั้น" 



ระดับความชอบ B+


เราจะมีกันและกันในฝันของคุณ One day

                                                                        One day 
   

                                                                           


 "เราจะมีกันและกันในฝันของคุณ"

(Taiwan,2010,Chi jan )



บทวิจารณ์ และ วิเคราะห์


คุณเชื่อเรื่อง ความฝัน ที่เรียกว่า เดจาวูไหม   ฝันเห็นอนาคต แล้วถ้ามันเกิดขึ้นจริงๆหละจะเป็นแบบไหน ถ้าฝันดีคงอยากให้เกิด แต่ถ้าฝันตรงข้ามหละก็มีใครมั่งอยากให้มันเป็นจริง   ใช่แหละครับสิ่งที่ผมพูดมาทั้งหมดนี้มันเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ ทั้งหมด



หนังเล่าถึงความรักของชายหญิงคู่หนึ่งที่อยู่บนพื้นฐานของความฝัน  คือนางเอกอาศัยอยู่กับแม่ที่ท่าเรือขายของ พ่อของเธอหายสาบสูญไปจากไปรับราชการทหารที่เรือ แล้วไม่กลับมา  แล้วคืนหนึ่งนางเอกฝันเห็นพ่อของเขา แต่เธอไม่แน่ใจเลยเล่าให้แม่ฟัง บอกฝันเห็นผู้ชายหน้าคล้ายๆพ่อของเธอ แต่ในฝันเห็นไม่ชัด  หรืออาจจะเป็นคนรักในอนาคตของเธอก็เป็นได้  นางเอกฝันถึงคนรักคือพระเอกว่าพระเอกไปรับราชการทหารเรือในปี 2010   แล้วทั้งคู่ก็เจอกันในความฝันปีนั้น 2010 แต่ตอนนั้นความฝันของเธอเกิดขึ้นปี 2009  เธอตื่นมาแล้วเล่าความฝันให้พระเอกฟัง จากหนังเธอจึงตามพระเอกไป แล้วเกิดอุบัติเหตุเกิดขึ้นกับเธอ รถชนเธอตาย  พระเอกสูญเสียนางเอกในปีนั้น 2009  และแล้วสิ่งที่ไม่น่าเชื่อก็เกิดขึ้นในปี 2010  พระเอกไปเป็นทหารเรือจริง  แสดงให้เห็นว่า เดจาวูเกิดขึ้นจริงเพราะสิ่งที่นางเอกฝันเมื่อปี 2009  เกิดขึ้นในอนาคตกับพระเอกจริงๆ แล้วคือนั้นพระเอกฝันถึงนางเอก พระเอกรู้ว่าเธอเป็นใครในฝัน เพราะเขาอยู่ในปี 2010  แต่นางเอกไม่รู้จักเขามาก่อน  แล้วนางเอก็ตกหลุมรักเขาในฝันของพระเอก  พระเอกยังบอกเธอเคยบอกพระเอกว่าผมมาจาก ปี 2010  แต่ที่นางเอกไม่รู้เรื่องเพราะเป็นไปได้นางเอกตายไปแล้วอาจกลับชาติมาเกิดในความฝันพระเอก ปี 2010  พระเอกบอกถ้าเราตื่นคุณอย่ามาหาผมนะ ขอร้องละ สัญญาได้ไหม นางเอกก็เสียใจในฝัน พระเอกรู้ว่าไงนางเอกก็ต้องตาย เพราะพระเอกฝันถึงนางเอกตนอโดนรถชนซึ่ง เป็นเหตุการที่เกิดขึ้นปี 2009    ประโยคเด็ดของหนังเรื่องนี้ผมชอบตอนที่นางเอกถามแม่ของเธอว่า  แม่ถ้าฉันสามารถย้อนเวลากลับไปอดีตได้ แล้วพบพ่อแม่ยังจะแต่งงานกลับพ่อไหม แม่บอกแต่งสิ ลูกสาวถามทำไมหละทั้งที่รู้ว่าจะมีอุบัติเหตุอะนะ แม่บอกเราอยากอยู่ด้วยกาน
จริงๆและมีความสุขกับมัน เราจะไม่ยอมแพ้กับปัจุบัน เพื่อแลกกับอนาคตที่ไม่แน่นอน  เจ๋งมากครับ


หนังเรื่องนี้ plot เรื่องทำได้เทพมาก ผมดูรอบแรกแล้วไม่เข้าใจต้องมานั่งถอด sub ทีละฉาก สองรอบถึงจะเข้าใจ ฉากต่างๆในหนังถือว่าทำได้สวยงามมาก  ร้อยเรียงแต่ละโมงยามได้งดงามขีดสุด   ชอบการเหลื่อมซ้อนของความฝัน มันทำให้หนังโรแมนติกธรรมดาดูน่าสนใจขึ้นมา


ผมดูแล้วรู้สึกอินไปกับตัวละคร ฉากต่างๆ รวมไปถึง soundtrack บรรเลง ที่ทำออกได้เหงา และ งดงามเหลือเงิน  ราวกับกำลังนั่งมองภาพวาดในจินตนการอยู่


คะแนน A








 

" เข็มนาฬิกาของคนสองคนที่ไม่เคยได้บรรจบกัน " What time is it over there ?

 What time is it over there ?





                                                         
"เข็มนาฬิกาของคนสองคนที่ไม่เคยได้บรรจบกัน"

(Taiwan,2001,Ming-liang-Tsai)

บทวิจารณ์ และ วิเคราะห์

นาฬิกาแห่งความเหงา เข็มนาฬิกาที่ไร้จุดหมายปลายทาง ยากต่อการบรรจบพบเจอของคนสองคน
เคยไหมครับที่ชีวิตคุณเจอใครคนหนึ่งแล้วเกิดประทับใจคนคนนั้น แม้มันจะเป็นเพียงแค่ข่วงเวลาสั้นๆ ก็เถอะ  แล้วถ้าคุณเจอคุณจะทำอย่างไร ต่อไป ถ้าวันหนึ่งเราจะไม่เจอคนคนนั้นอีกแล้ว 
จะปล่อยให้เป็นช่วงเวลาแห่งความทรงจำสั้นๆ แล้วจบไปหรือไม่ หรือจะทำให้ช่วงเวลาเหล่านั้นมันยืดยาวออกไป

 ใช่ครับหนังที่ผมจะพูดถึงนั้นเป็นหนังไต้หวัน ของผู้กำกับ ไฉ่เมี่ยงเหลียง
ผู้กำกับที่ได้ขึ้นชื่อว่าทำหนังที่พล๊อตเรื่องประหลาด ชอบใส่ความบิดเบี้ยวให้กับตัวละคร จุดเด่นของผู้กำกับคนนี้ คือทำหนังแช่กล้อง  ตัวละครเนิบๆช้าๆ  เล่าเรื่องราวของคนนอก  ถือว่าเป็นจุดขายเลยหละครับ ผมเพิ่งได้มีโอกาสดูหนังของเขาเพียงเรื่องเดียวคือเรื่องนี้
What time is it there แล้วชอบบมากก


หนังได้เล่าถึงความแปลกแยก ความเหงา ของคนแปลกหน้าสองคนที่มีโอกาสมาพบกันในช่วงเวลาสั้นๆ เพียงแค่นั้น ก็คือ ชายหนุ่มไต้หวันขายนาฬิกาแผงลอย ที่สะพานลอย    กับ หญิงสาวไต้หวันซึ่งกำลังจะไปเที่ยวที่กรุงปารีส  ซึ่งเราจะเห็นในฉากแรกๆ หลังจากนั้นเขาทั้งคู่ก็ไม่ได้พบกันอีกเลย แต่หนังตลอดทั้งเรื่องเต็มไปด้วยฉากหรือการผูกเรื่องราวของ 2 คนนี้ที่เชื่อมต่อกันอย่างแปลกประหลาด  ชายที่ค้นพบว่าเขารู้สึกพิเศษกับหญิงสาวที่มาขอซื้อนาฬิกาของเขา จึงพยายามทำทุกอย่างเพื่อเชื่อมโยงเธอ เหมือนว่าอยู่ใกล้ๆกับเธอ ไม่ว่าจะเป็นการตั้งนาฬิกาที่ไต้หวันให้ตรงกับ เวลาในฝรั่งเศส รวมไปถึงการซื้อแผ่นหนังฝรั่งเศสมาดูวนไปวนมา  และ การจิบไวน์บนตึกในไต้หวัน เหมือนกับจำลองเหตุการณ์ว่าเขากำลังนั่งดื่มไวน์ ที่ปารีสกับเธอจริงๆ  หนังเต็มไปด้วยพล๊อตเรื่องที่บิดเบี้ยว แปลกแยก   การแช่กล้อง ตัวละครที่เคลื่อนไหวช้าๆ แสดงให้เห็นถึงอารมณ์ ความเหงาที่ยาวนาน



หนังยอมรับว่ามีหลายฉากที่ทำให้ผมเกือบหลับไปบ้าง จะว่าไปแล้วหนังเรื่องนี้ได้ไอเดียความคิดสร้างสรรค์ที่พิสดารมาช่วยไว้เยอะ ทำให้หนังน่าติดตาม ไม่นั้นผมคงนอนไปได้เลย 
จะพูดไม่ได้ถึงตัวละครอีกตัวนั่นก็คือ แม่ของชายหนุ่มซึ่งสูญเสียสามีเธอไป ผมเดาง่ายๆว่า สามีเธอ น่าจะเป็นมะเร็งปอดตาย เพราะฉากแรกเราเห็นว่า มีชายแก่นั่งอัดบุหรี่ เป็นเวลานานก่อนกินข้าว  นึกในใจจะกินข้าวอยู่แล้ว ยังอัดบุหรี่ อีก อันนี้เดานะ อาจตายด้วยกรณีอื่นก็ได้ครับ แต่ไม่สำคัญ มาดูที่ ตัวละครแม่ของพระเอกบ้าง 
แม่ดูเหมือนว่าจะยอมรับไม่ได้กับการสูญเสียสามี  และเชื่อว่าวิญญาณของสามียังอยู่ในบ้านหลังนี้
เขาจึงมีพฤติกรรมแปลกประหลาด  ไม่ว่าจะเป็น ตักข้าวให้กับสามีเธอ ทั้งที่ก็รู้ว่าตายไปแล้ว ในระหว่างที่กำลังกินอาหารกับลุกชายแค่สองคน แต่เราจะเห็นมี จานข้าวอยู่ 3ใบ  ถ้าทำพิธีไหว้แบบคนจีนก็ไม่ว่านี่เล่นเกือบทุกมื้อ แล้วมันดูขัดๆกับ ชีวิตของผู้คนในประจำวัน  
รวมไปถึงพฤติกรรมที่ผมรับไม่ได้นั่นก็คือ การเอาม่าน เอาผ้าห่ม เอาสิ่งของต่างๆ รวมไปถึง สก๊อตเทปมาแปะบ้านหน้าต่างเพื่อไม่ให้แสงเข้ามา บอกว่าสามีของเธอไม่ชอบแสง
หนังเต็มไปด้วยพฤติกรรมที่หมกมุ่นอยู่กับกาลเวลาของตัวละครทั้งสาม ในเรื่อง  แม่ก็ยังยึดติดกับการเวลาในอดีตมากไปแทนที่จะปล่อยให้มันผ่านไป  ตัวละครชายหนุ่มก็เพ้อฝันว่าอยากให้เวลาเดินเร็วกว่านี้เพื่อที่จะได้เชื่อมโยงกับเธอ ถึงขนาดต้องปรับเวลาในนาฬิกาแทบทุกเรือนให้เป็นไปตามเวลาในกรุงปารีส ส่วนนางเอกดูเหมือนว่าจะพยายามทำให้เวลาในโลกของเธอช้าลงตลอดเวลา ในขณะเวลาในความเป็นจริงที่ฝรั่งเศสเร็วและเดินไปข้างหน้าเรื่อยๆ
จะว่าไปแล้วการหมกมุ่นอยู่กับเวลาของผู้คนบนโลกใบนี้มีให้เห็นกันมากและแทบจะเป็นปกติ
บ้างก็หมกมุ่นกับเวลาในอดีต บ้างก็เพ้อฝันถึงเวลาในอนาคตที่บางครั้งเป็นไปได้ยาก แต่ลืมนึกถึงปัจจุบันที่มีอยู่ ทำให้บางครั้งผู้คนเหล่านั้นดูเหมือนจะเลื่อนลอยและถูกดีดออกจากโลกความเป็นจริงไปแบบที่พวกเขาไม่รู้ตัว

โดยสรุปผมชอบการเชื่อมโยงของเนื้อหาที่น่าสนใจของหนังเรื่องนี้  แล้วหนังสื่อถึงอาชีพของตัวละครชายหนุ่มเป็นคนขายนาฬิกาซึ่งมันสอดคล้องกับเรื่องราวพอดิบพอดี  แต่ยอมรับผมอาจจะรู้สึกเบื่อกับหนังพวกแช่กล้องอยู่บ้าง มันทำให้ผมง่วง แต่ถ้าทดแทนกับเรื่องราววิธีการนำเสนอแล้วก็ถือว่าผ่านเลยดีครับ
หนังไม่ใช่หนังที่เข้าใจง่ายมาก อาจจะต้องดูถึงสองรอบเพื่อที่จะได้ซึมซับกับความคิดหนัง และเรื่องราว ถือเป็นหนังนอกระแสอีกเรื่องที่ผมแนะนำ ถ้าใครชอบหนังเหงาๆ ช้าๆ  แต่ถ้าใครไม่ชอบหนังสไตล์การแช่กล้องผมว่าคุณผ่านไปได้เลยกับหนัง
เรื่องนี้

ระดับความชอบ  B



มิตรภาพพิชิตความแตกต่าง The Untouchables

                                                                     Untouchables 


                                                                       



"มิตรภาพพิชิตความแตกต่าง"

(France,2011,Olivier Nakeche)



บทวิจารณ์ และ วิเคราะห์


 มีหลายคนกล่าวเอาไว้ว่า
มิตรภาพที่แท้จริง สามารถทำลายกำแพงความต่างระหว่างคนสองคนได้
หนังเรื่องนี้มีชื่อว่าUntouchables เป็นหนังเมืองน้ำหอม ประเทศที่ขึ้นชื่อเป็นแหล่งกำเนิดภาพยนต์  Untouchables ว่าด้วยเรื่องราวของมิตรภาพที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ระหว่างคนสองคนที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ อายุ  ฐานะทางสังคม หรือพื้นเพ ครอบครัว
ชายคนหนึ่งเป็นมหาเศรษฐี ร่ำรวย มาจากชนชั้นผู้ดี แต่วันหนึ่งต้องมาเป็นอัมพาต พิการ นั่งรถเข็น ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้  เขาจึงจ้างคนมาดูแลนั่นก็คือ หนุ่มผิวดำหัวโล้น บุคลิกภายนอกเป็นคนค่อนข้างใจร้อน ห่าม หน้าตาไม่น่าคบหา มีพื้นเพจากเด็กเก็บมาเลี้ยง อดีตเคยชิงทรัพย์ ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด ทั้งหลายแสดงถึงความต่างระหว่างคนสองคน  แต่เหมือนเวลาผ่านไปมันมีบางอย่างที่ทำให้เขาทั้งคู่ไปกันได้ด้วยดี  เจ้านายของเขาไม่เคยมีความสุขมากขนาดนี้ มาก่อน เมื่อมีคู่หูรู้ใจคอยดูแล
หนังเรื่องนี้สร้างจากเรื่องจริง ดูแล้วทำให้ผมรู้สึกอบอุ่นไปกับมิตรภาพ  คนที่ไม่คิดว่าจะมาดูแลคนพิการได้ กับทำได้ดีเอามากๆ  หนังเลือกที่จะใช้ตัวละครที่มีบุคลิกถ้าคนดูภายนอกอาจจะคิดว่าเขาไม่ใช่คนดี น่ากลัว แต่ตัวละครดำเนินเรื่องได้สนุกมาก กวน มีมุขตลก สร้างเสียงหัวเราะได้เกือบตลอดทั้งเรื่อง



  การเปรียบเทียบชั้นของคนในสังคมถูกหยิบยกนำมาเป็นประเด็นหนึ่งของหนังเรื่องนี้  ในสังคมปัจจุบันมีการแบ่งแยกชนชั้นให้เห็นกันบ่อยๆ ผมจะพูดเรื่องใกล้ๆตัวในสังคมคนไทย เรื่องของพื้นเพ การศึกษา แม้กระทั่งฐานะ คนที่ฐานะร่ำรวยก็จะอยู่ในสังคมหนึ่ง  คนฐานะปานกลางก็จะอยู่ในสังคมหนึ่ง พวกคนเร่ร่อนจรจัดไร้การศึกษา หรือที่เราเรียก คนข้างถนนก็จะถูกกีดกันจากสัมคม พวกเขาอาจไม่มีสิทธิอะไรเลยในการตัดสินใจทำอะไร คนในสังคมจะตั้งแง่ตลอดเวลาว่าพวกเขาเป็นพวกไม่ถูกยอมรับ
แม้กระทั่งในต่างประเทศหรือยุโรปการเหยียดผิวเป็นประเด็นที่น่าสนใจ ผู้กำกับจึงสร้างหนังเรื่องนี้ให้ก้าวผ่านจุดนั้นมา ทำให้เห็นว่าคนสองคนต่างสีผิว ต่างพื้นเพ ต่างฐานะทำไมพวกเขาสามารถเป็นเพื่อนกันได้ เพราะอะไรเหรอ เป็นคำถามที่หลายคนสงสัย
เพราะเขาสองคนมีค่าความเป็นมนุษย์หมือนกัน  มนุษย์ที่ต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน เมื่อทุกชีวิตเกิดขึ้นมาบนโลกใบนี้ถูกกำหนดให้มีชีวิตอยู่ในกฎเกณของจักรวาลทุกคนไม่สามารถที่หลีกเลี่ยงสิ่งเหล่านี้ได้

Untouchables  ถ่ายทอดแง่มุมด้านบวกในสังคมมนุษย์ถึงเรื่องการช่วยเหลือคน ดูเหมือนว่าจะเป็นเรื่องธรรมดาในสังคม ที่เราเห็นกันได้ทั่วไป แต่ไม่บ่อยมากนักที่เรื่องราวเหล่านี้จะถูกเล่าผ่านจอฟิล์ม
เพลงที่ตัวละครหลัก  หนุ่มผิวดำ ชอบในเรื่องนี้คือ  เพลงคาสสิคอย่าง  september ของศิลปินวงผิวสีอย่างวง Earth wind and fire สะท้อนความเป็นเขาได้ดีที่เดียว ก็นำมาถูกใช้ในเรื่องนี้ซึ่งก็เป็นเพลงหนึ่งที่ผมชื่นชอบมาก ทำให้สีสันของหนังน่าสนใจและสนุกขึ้นไปอีก
Untouchables ถือว่าเป็นหนังดราม่า ที่ทำได้ดีในเรื่องของการดำเนินเรื่อง หนังดูสนุก และตลกเกือบตลอดทั้งเรื่อง แต่ไม่ฮาเลี่ยนจนเกินไป มีมุมให้ขบคิดอยู่ ผมไม่อยากให้คุณพลาดหนังสัญชาติฝรั่งเศสเรื่องนี้ไป เป็นเรื่องหนึ่งที่ควรลองไปดู

คะแนน A






คำอธิษฐานอันแสงไร้เดียงสา I wish

                                                                                 I wish   


                                                   



                                         
   
"คำอธิษฐานอันแสงไร้เดียงสา "

 (Japan,2011, Koreada)



บทวิจารณ์ และ วิเคราะห์

ความหวังเล็กๆของเด็กชายทั้งสองที่จะให้ครอบครัวกลับมาอยู่ด้วยกันดังเดิม  แต่ดูเหมือนจะเลือนลาง
            ภาพของเด็กๆวิ่งเล่นกัน ทำให้ภาพความทรงจำในวัยเด็กของผมผุดขึ้นมาในหัวอีกครั้ง
จนแล้วจนเล่า ในที่สุดผมก็ได้ดูหนังเรื่อง I wish   จนได้ เมื่อดูจบต้องบอกเลยว่าไม่ทำให้ผมผิดหวัง รู้สึกชอบหนังเรื่องนี้มาก หนังดีจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวหรือ ฉากมุมกล้องทำได้สวยงามและน่าสนใจจริงๆ ทำให้นึกถึงหนังเด็กๆเรื่อง Nobody knows แต่กลับว่าเนื้อเรื่องจะหดหู่น้อยกว่ามากพอสมควร หนังจะอยู่ในโหมดสว่าง แต่ไม่สุด ถ้าเปรียบเป็นสีก็จะออกจางๆหน่อย ไม่ถึงกลับมืดทึบ  เข้าเรื่องกันเลยดีกว่าครับ หนังเล่าถึงเรื่องราวของ คำอธิษฐานของเด็กๆ โดยตัวหนังมุ่งไปยัง สองพี่น้องที่แยกกันอยู่เนื่องจากปัญหาทางครอบครัว อาจจะเป็นที่พ่อแม่ทะเลาะกัน ลูกชายคนโตอยู่กับแม่ ส่วนคนเล็กอยู่กับพ่อ เนื่องจากคนเล็กมีนิสัยคล้ายๆกับพ่อของเขา รักสนุก ไม่ค่อยคิดอะไรมาก ซึ่งต่างจากพี่ชายที่ค่อนข้างห่วงเรื่องครอบครัว
ทั้งสองต้องการให้ครอบครัวกลับมาอยู่ด้วยกันพร้อมหน้าพร้อมตาอีกครั้ง จึงตั้งคำอธิษฐานโดยการนัดเจอกันที่สถานีรถไฟแห่งหนึ่ง เพื่อต้องการเห็นรถไฟวิ่งสวนกันแล้วให้อธิษฐาน ไม่ก็ต้องการเห็นภูเขาไฟระเบิดเพื่อที่สิ่งที่พวกเขาขอจะได้เป็นจริง    นักแสดงสองพี่น้องโดยเฉพาะคนพี่ถ่ายทอดสีหน้าทางแววตาได้ดีมาก
สัญลักษณ์ต่างๆที่พวกเขาจะสื่อในเรื่องของปาติหาร ไม่ว่าจะเป็น ภาพวาดรถไฟวิ่งสวนกัน หรือแม้กระทั่ง รูประบายสีภูเขาไฟระเบิดที่พวกเขาวาดมันขึ้นมา สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นความหวังเล็กๆของเด็กทั้งนั้น


ผมชอบฉากที่พี่ชายนั่งรถไฟตอนกลางคืนแล้วมองออกไปยังหน้าต่าง แล้วมีแสงต่างๆ ฉากนั้นทำให้ผมรู้สึกหวิวๆใจไงชอบกล มันจะเป็นความรู้สึกที่เหงาๆเคว้งๆ บอกไม่ถูก  ส่วนความน่ารักของน้องชายก็ถือว่าทำได้ดี รวมไปถึงเหล่าเพื่อนๆที่มาสร้างสีสันให้กับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก  ภาพของเหล่าเด็กๆวิ่งเล่นกัน มันเป็นอะไรที่สดใสมาก ทำให้ผมนึกย้อนกลับไปในวัยนั้นอีกครั้ง วิ่งเพื่อที่จะไปทำอะไรซักอย่างกับเพื่อนๆ คงจะเป็นอะไรที่สนุกเอามากๆ
ผมชอบฉากที่พี่ชายบอกน้องชายว่า เขาไม่ได้อธิษฐานขออะไรเลยตอนที่รถไฟวิ่งสวนกัน เพราะเขาเลือกโลกทั้งใบมากกว่าครอบครัว เด็กสองคนอาจจมองหนทางข้างหน้า และ อนาคตสำคัญกว่า เราไม่ควรไปยึดติดกับอะไรทีผ่านไปแล้ว หรือเรื่องราวในอดีต บางครั้งคนเราก็ย่อมจะเอาเวลามาแก้ไขสิ่งที่มันเลยพ้นไป
ทำไมเราไม่มองหนทางข้างหน้าว่าเป็นอย่างไร ชีวิตคุณไม่ได้จบเพียงแค่นี้ ควรมองไปไกลๆ แล้วอนาคตเป็นอย่างไรก็ว่ากันอีกที
ฉากสุดท้ายเป็นฉากที่สองพี่น้องต่างแยกย้ายกันกลับบ้าน  เด็กทั้งสองกำลังกลับสู่โลกของความเป็นจริงอีกครั้ง  โลกที่หมุนไปข้างหน้า โลกที่แยกพวกเขาให้อยู่กันคนละที่ แต่ยังไงความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องมันก็ตัดกันยาก ด้วยความรักและผูกพัน แม้ว่าพวกเขาจะอยู่กันคนละที่ ไงพวกเขาก็คือพี่น้องกัน
I wish   ถือว่าเป็นหนังสำหรับครอบครัวก็ว่าได้  ยิ่งถ้าใครชอบความสดใสของเด็กๆ ผมขอแนะนำเรื่องนี้

คะแนน  A


ความทรงจำที่ถูกแต่งเต้ม Hana nad alice

                                                       Hana  and  Alice
                                                                                   



"ฉันจะแต่งแต้มความทรงจำใหม่ให้กับเธอ"

(Japan,2004, Shunji iwaii)



บทวิจารณ์  และ วิเคราะห์



กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเด็กสาวที่ชื่อว่า ฮานะ กับ อลิซ เธอเป็นเพื่อนรักกัน ทั้งสองอยู่ในชมรมบัลเล่ย์   

ฉากเปิดตัวของหนังเรื่องนี้เป็นฉากที่เธอทั้งคู่กำลังจะขึ้นรถไฟไปโรงเรียน 

หนังภาพสวยเรื่องนี้มีชื่อเรื่องว่า  Hana and alice ฝีมือผู้กำกับ ชุนจิ อิวาอิ  อีกเรื่องนึงที่ดูแล้วก็เพลินอีกเรื่อง เรื่องราวของเพื่อนซี้สองสาว ชมรม บัลเล่ย์ น้องยู เล่นเรื่องนี้น่ารักมาก  เธอรับบทเป็น อลิซ  เธอเต้นบัลเลย์เก่งมากในเรื่องนะ   เรื่องคือ ฮาน่าแอบชอบผู้ชายอยู่คนหนึ่งเธอจึงสะกดรอยตามเขาคนนั้น จนวันนึงอุบัตืเหตุเกิดขึ้นกับผู้ชายเขาเดินชนขอบประตู จึงล้มหมดสติไปแล้วเกิดโรคประหลาด ชื่อโรคว่า Amnesia แปลเป็นภาษไทยว่า สูญเสียความทรงจำระยะสั้น  ฮานะจึงนึกสนุกใส่ความทรงจำใหม่ให้กับเขา  ว่าเธอกับเขาเป็นแฟนกัน เนื่องจากเธอแอบชอบเค้าด้วย แล้วหนักไปกว่านั้นยังโกหกซ้ำไปว่าก่อนที่พระเอกจะคบกับเขา เคยเป็นแฟนกับ อลิซ แล้วเรื่องทุกอย่างก็ตามมาเมื่อความทรงจำของพระเอกค่อยๆฟื้นกลับมา  ทำให้พระเอกรู้เรื่องราวทั้งหมดว่าแท้จริงแล้วเธอทั้งสองหลอกเขา



 Dancing in the rain    ฉันเต้นรำกลางสายฝน

หนึ่งในฉากที่ผมชอบของหนังเรื่องนี้คือตอนที่ ฮานะกำลังออกไปซิ้อยาให้กับพระเอก แต่ดันมาเจอ น้อง ยู อา โอ อิ กำลังเต้นรำอยู่กลางสายฝน พร้อมด้วยบทเพลงเปียโนที่มีชื่อว่า  Dancing in the rain ที่บรรเลงสร้างบรรยากาศ ผมว่ามันน่ารักดี  อินไปกับฉากนั้นซักพักนึง


และก็ฉากที่ ยู อา โอ อิ เต้นบัลเล่ย์ในตอนท้ายเรื่อง


 หนังเรื่องนี้อยู่ในโหมดสว่างมาก  ดูได้เรื่อยๆ เพลินดี soundtrack เปียโนนุ่มๆ บรรเลง ช่างแสนไพเราะ โทนสีของหนังสบายตา คล้ายกับเรานั่งดูชีวิตของเด็กหญิงสาวสองคนหลุดออกมาจากนิยายการ์ตูน  แต่หนังมันไม่สื่ออะไรกับคนดูเท่าไหร่ ถ้าดูเอาเพลินๆ เรื่องนี้เหมะอย่างยิ่ง แต่ต้องชมพล๊อตเรื่องค่อนข้างแปลกใหม่ที่ ให้พระเอกสูญเสียความทรงจำระยะสั้น เพื่อให้นางเอกใส่ความทรงจำใหม่กับเขา อันนี้ผมชอบมาก ถือว่าสร้างสรรเอามากมาย  ถ้าเป็นเรื่องราวความรักที่ผู้หญิงแอบชอบผู้ชายแล้วแย่งกันไปมา  มันคงจืดชืดไป เพราะพล๊อตเรื่องนี้มันหาดูได้ตามท้องตลาดทั่วไป ซึ่งมันไม่ใช่แนวทางหนังของ ชุนจิ อิวาอิ เขา  ความยาวของหนังเรื่องนี้ค่อนข้างจะยาวไปหน่อยสำหรับคนดู เพราะเนื้อเรื่องไม่ได้มีอะไรมาก อาจทำให้คนดูเบื่อซะก่อน   แต่โดยองค์ประกอบทั้งหมดโดยรวมของหนัง ในเรื่องฉาก เพลงประกอบ เรื่องราว  ตัวละคร  มันทำให้ผมหลงรักหนังเรื่องนี้ และสามารถที่จะเอามันมาดูว้ำแล้วซ้ำอีกโดยไม่มีเบื่อ 


คะแนน  A





" เส้นความทรงจำที่เคยขีดเขียน " Architecture 101

                                                        Architecture 101     


                                                   


                                        " เส้นความทรงจำที่เคยขีดเขียน "

                               (South korea,2012,Lee young joo )



บทวิจารณ์ และ วิเคราะห์


ช่วงเวลาดีๆ ในวันวานผุดขึ้น เป็นภาพความทรงจำที่แสนสวยงาม เมื่อเราได้นึกถึงมัน เรายังคงจำมันได้ดี กับประสบการณ์ความรักครั้งแรกที่มีกับใครคนหนึ่ง  ย้อนกลับไปในสมัยมหาวิทยาลัย  ซึงมิน หนุ่มหน้าใส นักเรียนเอกสถาปัตยกรรม แอบชอบ ซอยอน นักเรียนสาว หน้าตาน่ารัก ความสัมพันธ์ค่อยๆก่อตัวเป็นความรัก  เขาทั้งคู่ไม่ได้เจอกันเลย จนกระทั่งเวลาผ่านไป ในวัยผู้ใหญ่ ซึงมิน ทำงานเป็นสถาปนิก เขาพบกับลูกค้าสาวสวยคนหนึ่งมาขอให้เขาสร้างบ้านให้ ผู้หญิงคนนั้นคือ ซอยอน นักเรียนสาวที่เขาเคยหลงรักสมัยมหาวิทยาลัย แต่ตอนนี้ทั้งคู่ต่างก็มีแฟนอยู่แล้ว   และแล้วเรื่องราวความทรงจำในอดีตค่อยๆปะติดปะตอเป็นภาพที่งดงามในอดีต  
Architecture 101  ถ้าเกิดว่าเราดูที่หน้าปกของหนังเรื่องนี้หลายคนรวมทั้งผมด้วยอาจตัดสินได้ว่า มันเป็นหนังรักที่หวานเลี่ยน เหมือนกับหนังตลาดเกาหลีทั่วไป ไม่ก็พวกซีรี่ย์ full house ไรพวกนี้ พระเอกตายตอนจบ นางเอกนั่งร้องไห้  แต่อยากให้มองข้ามสิ่งนี้ไป ไม่ใช่เลย เป็นหนังรักที่สวยงามเรื่องหนึ่ง หนังค่อยๆเล่าเรื่องราวของความทรงจำของคนรักสองคน ขึ้นทีละน้อย แน่นอนว่ามันไม่ใช่หนังที่ซับซ้อนอะไรเลย เพียงแต่เป็นหนังที่ดูได้เรื่อยๆ ดูไปอาจกินขนม ไปก็ได้ แล้วมาดูต่อ มันก็ยังเข้าใจ  สิ่งที่หนังเรื่องนี้อยากจะบอกกลับคนดูว่า บางครั้งคนเราเคยรักกันชอบกันในอดีต ปัจจุบันไม่จำเป็นต้องคู่กัน หรืออยู่ด้วยกัน  เพียงแต่มีความทรงจำดีๆให้กันมันก็ดีแล้ว เรายังสามารถเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันได้  หลายคนอาจจะลุ้นให้ เขาทั้งคู่กลับมารักกันและอยู่ด้วยกัน แต่สิ่งนั้นไม่จำเป็น เพราะมันไม่ใช่สิ่งที่หนังต้องการจะสื่อ เรื่องนี้เป็นเรื่องราวของความทรงจำในวันวานล้วนๆ   มันกับการได้เก็บความทรงจำดีๆในช่วงชีวิตหนึ่ง เมื่อเรานึกถึงมันอย่างน้อยเราก็ยิ้มได้

คะแนน  B+

คุณคือสุดที่รักของผม You are apple of my eye

                                                           You are apple of my eye 

                                           
                                               
 
                                   (Taiwan,2011,Gidden ko)
                                 


บทวิจารณ์ และ วิเคราะห์


"ไม่ว่าวันและเวลาจะผ่านไปนานซักแค่ไหน ไม่ว่าตอนนี้คุณจะเป็นของใคร
ให้รู้เอาไว้ คุณคือสุดที่รักของผมเสมอไป"


คืนวันศุกร์ไม่รู้จะทำไรดี เลยหาหนังซักเรื่องดูก่อนนอน และและแล้วในที่สุดผมก็ได้ดูหนังสัญชาติไต้หวันเรื่องนี้สมใจ หลังจากรอโอกาสมานานเนื่องจากผมจะดูเรื่องนี้แต่ทีแรกแล้ว แต่ตอนนั้นมันมีแต่ซับจีน เกรงว่าจะดูไม่รู้เรื่อง เลยยังไม่ดู จนกระทั่งมี  ซับอังกฤษ ผมไม่รอช้ารีบโหลดมาดูจนจบ

 หนังที่ว่ามีชื่อเรื่องว่า You are apple of my eye : ซึ่งแปลว่า คุณคือสุด ที่รักของผม  เป็นหนังแนว coming of age  ตอนแรกของสารภาพ ผมไม่รู้ความหมายนึกว่าเป็นการเปรียบเทียบ ความรักเกี่ยวกับเจ้าผลแอปเปิ้ล   กับ ดวงตา  ไรซะอีก แต่มารู้ทีหลังมันคือสำนวนแสลง ว่า คุณคือสุดที่รักของผม


  เกือบสองชั่วโมง หนังได้เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับ ความทรงจำ มิตรภาพระหว่างเพื่อน ความสนุกสนาน  ความรัก วันและเวลา เหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ผ่านมา ในช่วงก่อนมหาลัย ไปสู่ช่วงเวลา ณ ปัจจุบัน   คล้ายๆกับไดอารี่บันทึกความทรงจำ
กลุ่มผู้ชาย 5 คน กับ หญิงสาวอีก 2 คน  เปรียบเป็นเหมือนดั่งชิ้นส่วนของ ภาพจิ๊กซอว์  ที่เติมเต็มระหว่างกัน ถ้าเกิดว่ามีชิ้นไหนหายไปมันคงเป็นภาพที่ไม่สมบูรณ์  ผมเชื่อเลยว่าทุกคนเคยผ่านช่วงเวลาเหล่านี้มาด้วยกันแล้วทั้งนั้น  ความสนุกสนานกับผองเพื่อนในอดีตสมัยเรียน มีวีรกรรมต่างๆเกิดขึ้นมากมาย  มีความทรงจำที่ดี หรือแม้กระทั่งความรักก็ตาม
เมื่อถึงเวลาที่ต้องแยกจากกัน ต่างคนก็ไปตามความฝันหรือนาคตที่ต่างก็ขีดเขียนเอาไว้
มันไม่ใช่เรื่องไกลตัวอะไรที่หนังเรื่องนี้จะถ่ายทอดเรื่องราวออกมา เพราะฉะนั้นมันจึงเป็นสิ่งที่คนดูสามารถจับต้องและสัมผัสกับหนังได้ง่าย ดูตามได้เรื่อยๆสนุก เพลิน ความกวนทะเล้นของตัวละครเหล่านี้  เล่นออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาติมาก ๆ  พระเอกมีบุคลิกค่อนข้างกวน  เกเร ทำตัวเป็นหัวโจก ร่าเริง ชอบเล่นไรเหมือนเด็ก  ไม่ค่อยตั้งใจเรียน  นางเอกเป็นคนน่ารัก สวย ประจำห้องแถมยังเรียนเก่งอีก เป็นที่หมายปองของหนุ่มรวมถึงเพื่อนพระเอกอีก 4 คน แต่นางเอกชอบพระเอก นางเอกไม่ชอบการทำตัวไม่สนใจการเรียนของพระเอก จึงดูและเรื่องการบ้านการเรียนให้ ทั้งคู่ติวหนังสือกันทำให้พระเอกเกรดดีขึ้น ทั้งคู่เริ่มชอบกัน



  ผมชอบตอนที่กลุ่มเพื่อนไปเที่ยวทะเลในวันหยุดแล้วคุยกันเรื่องของอนาคตความฝัน ว่าอยากที่จะทำอะไร นางเอกบอกว่า เขาไม่ได้คาดหวังอะไร พระเอกบอกอยากเห็นโลกของเขาที่ดีกว่าเดิม แล้วบอกว่า นางเอกคือคนที่เข้ามาทำให้โลกของเขาเปลี่ยนไปและดีขึ้นกว่าเก่า  พอจบมัธยมปลายต่างคนต่างแยกย้ายกันไป  ตามหน้าที่ มีอาชีพที่แตกต่างกัน กระทั่งงานแต่งของนางเอก พวกเขากลับมารวมตัวกันอีกครั้งทุกคนอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา

ภาพในวันวาน กลับมาอีกครั้ง รวมทั้งพระเอก ถึงแม้ว่าตอนจบเขาและเธอจะไม่ได้คู่กัน  ไม่ได้ อยู่ด้วยกัน แต่อย่างน้อยที่สุด ครั้งหนึ่งในอดีตเขาและเธอก็เคยร่วมกันขีดเขียนความทรงจำที่สวยงามระหว่างกันขึ้นมา 

คะแนน  A

โลกที่ความจริงกึ่งความฝัน 3 IRON

                                                                3 IRON  (Binjip)
                                    


                                 
"โลกที่ความจริงกึ่งความฝัน"
                         
(South korea,2004, Kim ki duk )



บทวิจารณ์ และ วิเคราะห์

บางครั้งเราก็ไม่แน่ใจว่าตอนนี้เราอยู่ในโลกของความฝัน หรือ ความจริง  เป็นประโยคสุดท้ายของหนังเรื่องนี้  ถ้าผมไม่ได้ดูหนังเรื่องนี้คงจะเสียใจไปอีก 10 ชาติ หนังดีจริงๆครับ ยืนยันว่าดีมากถึงมากที่สุด พล๊อตเรื่องก็เกี่ยวกับชู้รัก  ดูหน้าปกคิดว่าจะเป็นหนังรักสามเศร้าโบราณๆ แต่หารู้ไม่ หนังเรื่องนี้บทช้าๆ แทบไม่มีการสนทนากันเลย โดยเฉพาะพระเอกไม่พูดซักคำเดียว แต่ใช่สีหน้า อารมณ์แววตา ถ่ายทอดความรู้สึกออกมาแทนได้ออกมาอย่างงดงาม  หนังเรื่องนี้ซ่อนความละเมียดละไม สวยงามไว้มาก ผู้กำกับดึงผู้ชมให้เข้าไปอยู่ในโลกของความฝัน อย่างช้าๆ  พระเอกเป็นตัวแทนความรักที่อยู่บนโลกของความฝันที่สวยงาม เป็นเหมือนเงาของความฝัน  เงาที่คอยซ่อนตัวไม่ให้คนอื่นเห็น เงาที่คอยปกป้องเธอออยู่ตลอดเวลา เงาที่สวยงาม พระเอกเป็นคนเร่ร่อน ไม่ที่ที่อยู่เป็นหลักแหล่ง พเนจร มีอาชีพติดใบปลิวตามบ้านต่างๆ และชอบงัดแงะเข้าไปในบ้านห้องต่างๆของคนมากมาย แต่เขาไม่ได้ไปขโมยของซักชิ้น ไปซ่อมสิ่งของภายในบ้าน จัดการทุกอย่างให้ดีขึ้น แล้วทุกครั้งต้องถ่ายรูปคู่กับภาพถ่ายในบ้าน แล้วก็ออกจากบ้านหลังนั้นไป  แล้ววันหนึ่งไปเจอนางเอกในบ้านหลังหนึ่ง นางเอกอยู่ในสภาพซึมเศร้า ใบหน้าถูกสามีซ้อม ทำร้ายร่างกาย สามีของเธอเปรียบเหมือนกับโลกความจริงที่แสนจะโหดร้าย ที่นางเอกต้องเผชิญอยู่ทุกวัน เธออยากหลับอยู่ในความฝัน พระเอกดึงเธอเข้าไปสู่โลกของความฝัน โดยการพาเธอหนีออกจากบ้านหลังนั้น ไปอยู่ด้วยกัน แต่ก็อาศัยไปอยู่ตามบ้านเรื่อยๆ จนกระทั่งไปบ้านหลังหนึ่งมีชายชรากำลังนอนจมกองเลือด เขาทั้งคู่ตัดสินใจมัดซบแล้วเอาไปฝัง ที่หลุม กระทั่งลูกของเขามาถึงบ้าน สามีภรรยาจึงแจ้งตำรวจจับ เขาทั้งสอง ตำรวจมาทราบข้อมูลจากกล้องถ่ายภาพของเขา ว่าเขาเร่ร่อน ไปตามบ้านๆต่างๆ แล้วยังมีลิสต์รายชื่อบุคคลสูญหาย นางเอกคือหนึ่งในนั้น พระเอกจึงโดนตำรวจตั้งข้อหาคดีลักพาตัวเธอ จากนั้นสามีเธอก็มาตามกลับบ้าน  เหมือนว่าเธอตื่นจากฝันที่สวยงาม กำลังจะพบเจอความจริงที่เลวร้าย  ระหว่างนั้นพระเอกติดคุกพยายามหาทางออก จนถึงวันปล่อยตัว ในตอนหลังเงาที่ถูกขัง ตอนนี้ได้ปล่อยไปอิสระแล้ว เขามาที่บ้านนางเอกในฉากที่สุดท้าย เขากำลังจะดึงนางเอกเข้าไปสู่ความฝันที่สวยงามอีกรอบ 


บางครั้งมันก็ยากที่จะบอกว่าคนเราอยู่ในโลกของความฝัน หรือ ความจริง  ความฝันที่เสมือนจริงหรือ ความจริงที่บางครั้งเสมือนฝัน ถ้าเปรียบกับพระเอกเป็นความฝันเขาคือความฝันที่สวยงาม สามีเธอถ้าเปรียบกับความฝันเขาเหมือนฝันร้าย ถ้าเปรียบพระเอกคือความจริงก็เป็นความจริงที่แสนจะงดงาม สามีเธอเป็นความจริงที่แสนจะโหดร้าย


ฉากที่ประทับใจที่สุดคงเป็นฉากตอนที่นางเอกกำลังมองไปที่กระจกแล้วเจอพระเอก เธอจับหน้าเขาไว้ แล้วสามีเธอก็เปิดประตูออกมา แล้วเขาก็หายลับไปคล้ายกับเงาล่องหน  หันมาอีกครั้งมีแค่สามีกับเธอ นางเอกบอกรักพระเอกแต่สามีเข้าใจว่าเธอบอกรักเขา เขาถึงกับงงแต่ก็กอดนางเอกไว้ จากนั้นเธอก็ยื่นมาให้พระเอกในขณะที่กำลังกอดกับสามีเธอ แล้วพระเอกก็จูบปากนางเอก ซึ่งฉากนั้นทำเอาผมทึ่งไปเลย มันสุดยอดและสวยงามมากครับ คงเป็นหนังที่เงียบ ง่าย แต่สวยงดงามจับจิตจริงๆ และเป็นหนังเกาหลีอีกเรื่องที่ดีสุดในรอบปีก็ว่าได้

คะแนน  A

ความเหงาของจิ้งจกตัวสุดท้ายบนจักรวาล Last life in the universe

                                                          The Last Life in the universe
                                     
                                                   


                                   "ความเหงาของจิ้งจกตัวสุดท้ายบนจักรวาล"

                             (Thailand, 2003, เป็นเอก รัตนเรือง )





บทวิจารณ์ และ วิเคราะห์

 จะเกิดอะไรขึ้นถ้าคุณไม่มีเพื่อน หรือไม่มีครอบครัว  ไม่รู้จักคนรอบข้าง ใช้ชีวิตตามลำพัง หรืออยู่ตัวคนเดียวบนจักรวาลใบนี้  หนังเรื่องนี้เล่าถึงเคนจิ ซึ่งได้ ทาดาโบบุ อาซาโน่ มารับบทเป็น หนุ่มญี่ปุ่น ผู้ซึ่งมาอาศัย อยู่ในเมืองไทย โดยที่เขาไม่รู้จักใครเลยซักคน  ใช้ชีวิตท่ามกลางความเหงา  อ่านแต่หนังสือ อยู่ในห้องที่เต็มไปด้วยหนังสือหลายพันเล่ม ปราศจากทีวี เครื่องใช้ไฟฟ้าอำนวยความสะดวก  และพยายามที่จะฆ่าตัวตายด้วยวิธีการหลากหลายบ่อยครั้ง และไม่ทราบสาเหตุ เพียงเขาบอกว่าการตายคือการพักผ่อนที่ดีอย่างหนึ่ง แล้วไปตื่นอีกทีในชาติหน้าด้วยความสดชื่น  ฟังดูแปลกๆนะครับ
ดูหนังเรื่องนี้แล้ว ความเหงาจะพาเรา ค่อยๆซึมแทรกผ่านจิตใจของเราไปอย่างช้าๆ และสวยงาม  ดูความแปลกแยก โดดเดี่ยว ของ ตัวละครที่ชื่อเคนจิ  เปิดเรื่องจะเห็นว่าเขากำลังพยายามจะแขวนคอฆ่าตัวตาย แต่ไม่สำเร็จเมื่อมีคนเข้ามาเคาะห้องของเขา เป็นพี่ชายที่รู้จักกันกับเขา  และแล้วทุกสิ่งทุกอย่างได้เปลี่ยนไปเมื่อเคนจิได้พบกับหญิงสาวคนหนึ่งที่ชื่อน้อย เธอเป็นพี่สาวของนิด  เธอเข้ามาเปลี่ยนแปลงโลกแห่งความอ้างว้าง โดดเดี่ยวของเขา ให้สวยงามมากขึ้น  และทำให้เคนจิได้มีช่วงเวลาที่ดีกับใครซักคน อาจเป็นช่วงเวลาสั้นๆ  เป็นโลกที่เขาไม่เคยได้สัมผัสมาก่อน   เขาว่ากันว่าการที่คนสองคนมาพบกันและรู้จักรักกันมันต้องมีแรงดึงดูดอะไรบางอย่างที่ทำปฎิกิริยาต่อกัน     ความรักสำหรับหลายคนคงเป็นแค่เรื่องเล็กน้อย  แต่สำหรับเคนจิแล้วความรักของเขาช่างยิ่งใหญ่มหาศาลเหลือเกิน


หนังพาเราไปเห็นพฤติกรรมการอยากทดลองฆ่าตัวตายของเคนจิ   ในเรื่องเราจะเห็นได้ว่าเขาพยายามหลายวิธีมาก แต่สุดท้ายเขาก็ไม่ทำ เป็นเหมือนว่าเขาแค่อยากใกล้ชิดคามตายเท่านั้น แต่ยังไม่อยากตายจริงๆ

บรรยากาศของหนังที่อบอวลไปด้วยความอ้างว้าง  โดดเดี่ยว  ของตัวละคร ฉากเหงาๆ  Soundtrack  เพื่อทิ้งช่องว่างอามณ์คนดูได้ปลดปล่อยความคิดล่องลอยไป ถือเป็นเสน่ห์ของหนังเรื่องนี้เลย


เราจะสังเกตุว่าหนังเรื่องนี้ เราจะเห็น นิด อยู่บ่อยๆ ทั้งที่จริงตายไปแล้ว  มันเป็นเพียงความคิดในจิตนาการของเคนจิเท่านั้น


ความสวยงามของหนังเรื่องนี้ผมว่าอยู่ที่บรรยากาศความเหงา  ฉากต่างๆ ล้วนๆ 


การเปรียบเทียบสิ่งที่ตรงกันข้ามของหนังเรื่องนี้   มีอยู่ให้เห็นเต็มไปหมด

คะแนน  A+